"ร่าง พรบ. การจดทะเบียนคู่ชีวิต" ก้าวใหม่ของประเทศไทย

 

(ลิ้งค์ที่มีเนื้อหาเดียวกัน)

ในเฟซบุ๊ค

ที่พันทิป

 

+

 

 

 

ประเทศไทยกำลังเดินหน้าก้าวล้ำทุกประเทศในแถบเอเชีย ด้วยการร่างพระราชบัญญัติการ "จดทะเบียนคู่ชีวิต" สำหรับคู่รักที่มีเพศต้นกำเนิดเดียวกัน

 

ก่อนอื่นต้องขอร้องท่านผู้อ่านว่า ได้ยินว่า "คู่รักเพศเดียวกัน" ขอให้ท่านอย่าเพิ่งยี้ อย่าเพิ่งขยะแขยงและปิดไป แต่จะหนุนใจให้อ่านเรื่องนี้จนจบเสียก่อน การรู้จักเรื่องนี้ในแง่มุมที่ท่านไม่เคยคิดมาก่อน อาจเปลี่ยนมุมมองของท่านก็เป็นได้ ผู้เขียนจะพยายามเขียนให้กระชับ แม้ว่าอาจจะยังยาวไปบ้างก็ตาม

 

วันนี้ (15 กุมภาพันธ์ 2556 ) กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม ร่วมกับคณะกรรมาธิการกฎหมายการยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน ได้จัดการเสวนาทางวิชาการเพื่อรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับ(ร่าง)พระราชบัญญัติการจดทะเบียนคู่ชีวิต ที่ห้องประชุมคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้มีผู้สนใจเข้าร่วมจำนวนหนึ่ง ผู้เสวนามีดังนี้

- พลตำรวจเอกวิรุฬห์ พื้นแสน ประธาณคณะกรรมาธิการกฏหมายการยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร (ประธานการเสวนา)

- พันตำรวจเอก ดร.ณรัชต์ เศวตนันท์ อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ

- นายวิรัตน์ กัลยาศิริ ประธานคณะทำงานพิจารณาศึกษาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายเกี่ยวกับสิทธิของบุคคลผู้มีความหลากหลายทางเพศ

- คุณนัยนา สุภาพึ่ง อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และผู้อำนวยการมูลนิธิธีรนาถ กาญจนอักษร

- นายนที ธีระโรจนพงษ์ ตัวแทนผู้มีความหลากหลายทางเทศ

 

 

 

[ทะเบียนคู่ชีวิตคืออะไร]

ก่อนอื่นคงต้องเริ่มที่ความหมายของที่มาของพระราชบัญญัติเสียก่อน "ทะเบียนคู่ชีวิต" ก็คือหลักฐานการสมรสที่มีผลทางกฎหมาย เพื่อให้คู่รักเพศเดียวกันที่จะทะเบียน มีสิทธิในการทำธุรกรรมหรือเซ็นยินยอมในเรื่องต่าง ๆ ให้แก่กัน เปรียบเสมืนทะเบียนสมรสของคู่รักชายหญิงนั่นเอง โดยคู่รักที่จดทะเบียนคู่ชีวิตจะมีสิทธิเท่าเทียมกับคู่รักที่จดทะเบียนสมรสทุกประการ

(อ่านประกอบได้ที่นี่ http://ilaw.or.th/node/1821 )

 

 

[ทำไมจึงให้ความสำคัญต่อผู้มีความหลากหลายทางเพศ]

อันที่จริงแล้ว ต้องย้อนถามว่า "ทำไมจึงรังเกียจผู้มีความหลากหลายทางเพศ" เสียมากกว่า มีหลักฐานมากมายซึ่งแสดงว่าการรักเพศเดียวกันนั้นเป็นเรื่องธรรมชาติ สัตว์หลายชนิดเลือกคู่ครองเพศเดียวกัน และใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันอย่างรักใคร่ มนุษย์ในสมัยโบราณเองก็มีการจับคู่ ชาย/ชาย หรือ หญิง-หญิง กันเป็นปกติ เช่นในยุคกรีก-โรมัน การคบกันของคู่รักเพศเดียวกันนั้นมีกันอย่างเปิดเผย ยอมรับได้ ถือว่าเป็นธรรมชาติ นอกยิ่งกว่านั้นบางครั้งยังถือว่ารักร่วมเพศนั้นเป็นการแสดงความรักที่สูงส่งกว่าความรักธรรมดาด้วยซ้ำ ต่อมาในยุคคริสตศาสนาเฟื่องฟู ความหลากหลายทางเพศกลายเป็นเรื่องต้องห้ามและผิดจารีต ซึ่งเกิดจากการตีความพระคัมภีร์กันไปต่าง ๆ นานา ในยุคปัจจุบัน แม้แต่ในเขตศาสนาเคร่งครัดเช่นคาทอลิก พระสันตปาปาก็ยังได้ออกมายอมรับว่าการรักเพศเดียวกันไม่ใช่เรื่องผิดจารีตศีลธรรม

 

คุณนัยนาได้พูดไว้อย่างน่าฟังว่า จริง ๆ แล้วคนเราจำนวนหนึ่งอาจมีรสนิยมทางเพศที่หลากหลายกว่าหญิงชาย แต่ไม่สามารถดิ้นได้ จำต้องเดินตามสังคม ทำในสิ่งที่สังคมตั้งคำถาม (เช่น อายุมากแล้วนะ เมื่อไรจะแต่งงาน -- แต่งงานานแล้วนี่ เมื่อไรจะมีลูก ฯลฯ) แต่ไม่เคยตั้งคำถามกับตัวเองเลยว่าตัวเองเป็นใคร อยากทำอะไร แต่กลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศนั้นรู้จักตัวตนของตนเอง รู้ว่าสิ่งที่ตนเองเป็นไม่ตรงกับสิ่งที่สังคมบังคับให้เป็น และกล้าที่จะแสดงจุดยืนของตนเองว่ามีอัตลักษณ์ทางเพศต่างจากคู่รักหญิง-ชายทั่วไปในสังคม

 

ดังนั้นคงไม่จำเป็นต้องรู้สึกขายหน้าที่มีลูกหลานเป็นเกย์หญิงเกย์ชาย

 

จะเห็นได้ว่าเราสามารถเปลี่ยนภาพลักษณ์และมุมมองต่อผู้มีความหลากหลายทางเพศได้ และสามารถพูดได้เต็มปากว่าการชี้ว่าผู้มีความหลากหลายทางเพศเป็นโรคทางจิต หรือมีความวิปริตที่ต้องรักษานั้น เป็นความคิดที่ผิด และเป็นการแบ่งชั้น ดูถูก และริดรอนความเป็นคนของคนเหล่านี้เป็นอย่างมาก เราควรทิ้งความเชื่อดั้งเดิมเหล่านั้นและเปิดใจให้กว้างขึ้นเพื่อรับด้านใหม่ ๆ ที่เป็นกลาง

 

[ที่มาของการร่างพระราชบัญญัติ]

จริง ๆ แล้วการพยายามผลักดันให้คู่รักเพศเดียวกันมีสิทธิถูกต้องนั้น หลายฝ่ายได้พยายามกันมานานแล้ว แต่ก็โป่งแฟบ โป่งแฟบ มีหลายคู่ยื่นขอจดทะเบียนสมรสแต่ก็ไม่เคยสำเร็จ ทั้งที่ประเทศไทยมีกฏว่าห้ามแบ่งแยกสิทธิด้วยเรื่องเพศ คุณนทีเองก็บอกว่าถ้าพบเรื่องที่ไม่เป็นธรรมสามารถยื่นฟ้องได้ (ยกตัวอย่างงานบุปผชาติที่เชียงใหม่ ห้ามกระเทยขึ้นขบวนรถบุปผชาติ และงานลอยกระทงที่ห้ามกระเทยขึ้นรถกระทงเช่นกัน เป็นคุณนทีที่ได้ยื่นฟ้องต่อศาล และศาลได้กรุณาตัดสินว่าไม่ถูกต้อง ให้แก้ไขกฎให้ผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศเข้าร่วมด้วยได้  แต่ทั้งที่สามารถรับสิทธิ์ในฐานะผู้มีความหลากหลายทางเพศได้ในบางเรื่อง แต่ด้านการจดทะเบียนเพื่อใช้สิทธิ์ชีวิตคู่ก็ยังทำไม่ได้อยู่ดี

 

จนกระทั่งตัวคุณนทีเองได้ตัดสินใจพุ่งเข้าชน ร้องขอต่อหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อให้มีการผลักดันให้เกิดร่างกฎหมายเพื่อสิทธิอันนี้ และได้มีหลายท่านเต็มใจให้ความร่วมมือ โดยเฉพาะท่านวิรัตน์ ที่ได้ช่วยให้ร่าง พรบ. เป็นรูปเป็นร่างอย่างรวดเร็ว

 

[ความจำเป็นที่ต้องมีการจดทะเบียนคู่ชีวิต]

เนื่องจากคู่รักเพศเดียวกันที่อาศัยอยู่ด้วยกัน ไม่ได้รับสิทธิพลเมืองอย่างที่ควรจะเป็