บ้าๆบอๆตอนคุยเอ็ม

posted on 12 Nov 2010 17:54 by myartbox
‎​คุยเอ็มกับเฮียแอชแล้วก็จะบ้าๆบอๆ คราวนี้มันบ้าเป็นเรื่องไปหน่อยจนอยากแต่งฟิคเลยแฮะ เอามาแปะไว้เตือนตัวเองเผื่อว่างๆเขียนฟิคไม่ก็การ์ตูนเล่น

.........

ขี้เกียจส่งของฝาก เมื่อไหร่จะมีคนประดิษฐ์เครื่องวาร์ปในครัวเรือน

‎​เพียงกดรหัส8ตัวของอีกเครื่อง เปิดฝาเครื่อง วางของลงบนจาน ปิดฝา ตามด้วยกดปุ่ม"ส่ง" เครื่องจะทำการแยกสลายมวลของสิ่งนั้นพร้อมวิเคราะห์โครงสร้าง ‎​ส่งมวลเข้าส่วนกลางแล้วส่งโครงสร้างไปที่เครื่องปลายทาง ‎​เครื่องปลายทางจะทำการรับโครงสร้างสิ่งของมา แล้วเบิกมวลสารจากส่วนกลางมา เริ่มทำการขึ้นรูปจนสำเร็จ

‎​ส่งของฝากเสร็จแล้ว

ผมไม่มีตังค์ซื้อเครื่องรับทำไง

‎​ไม่เป็นไรรัฐบาลโลกจะรวยจนแจกเครื่องส่งมวลสารบ้านละเครื่อง

เครื่องส่งมวลสารเป็นหนึ่งในสี่เครื่องจำเป็นที่ทุกบ้านต้องมี
1. เตาปฏิกรณ์ขนาดเล็กเพื่อพลังงานในครัวเรือน
2. เครื่องรีไซเคิลแก้ว กระดาษ และพลาสติกทันทีเมื่อใช้ในบ้านเสร็จ
3. เครื่องเคลื่อนย้ายมวลสาร
4. เครื่องมือติดต่อสื่อสาร3มิติ

ขอที่ซุกหัวนอนก่อนได้ไหม

ไปอยู่บ้านพักที่รัฐบาลโลกจัดไว้ให้สิ
‎​ประชากรเยอะมากจนบ้านเดี่ยวแทบไม่มีแล้ว

‎​แม้บ้านพักจะดูเหมือนจอมปลวกไปหน่อยแต่ข้างในสบายนะ มีเครื่องอำนวยความสะดวกทุกห้องด้วย ‎​ปรับอากาศเหมือนลมธรรมชาติ สดชื่น ถ้าอยู่คนเดียวได้สองห้อง อยู่เป็นครอบครัวได้ 4-8 ห้อง ตามขนาด เพดานในบ้านพักมีแสงจากดวงอาทิตย์เทียม เหมือนแสงอาทิตย์อ่อนๆ ทำให้ไม่ซึมเศร้า

‎​บ้านพักหรือรังมด

ช่วยไม่ได้ คนมันเยอะ ล้นโลก ‎​พื้นที่บางส่วนเก็บไว้ทำสวนสาธารณะด้วย ‎​เพื่อสุขภาพจิตที่ดีของประชาชน

ดีจัง
‎​ปลูกผักได้ไหม

สวนปลูกผักอยู่ข้างบ้านไง ‎​แยกตามห้อง เป็นล็อกๆ ‎​เมล็ดผักแจกเดือนละสองหน แต่ถ้ามีตังก็ซื้อเพิ่มได้ ปลูกต้นไม้ไม่ได้นะ เพราะมันใช้เวลานาน เดี๋ยวอดตายก่อน ถ้าอยากปลูกต้นไม้ต้องแจ้ง ทีบริเวณให้ปลูกต่างหาก

ทำงานอะไรกัน

แล้วแต่คนสิ
‎​ส่วนใหญ่จะเป็นงานพัฒนาสภาพแวดล้อมอะ ‎​ปรับสภาพดินหรือน้ำตามที่ได้รับมอบหมาย แต่พวกโรงงานไม่ต้องใช้คนแล้ว ก็เลยไม่มีคนทำงานผลิตเครื่องส่งมวลสารอะไรทำนองนั้น

ไม่มีหอจดหมายเหตุ ไม่มีพิพิธภัณฑ์ คนพากันทิ้งอดีตไปหมดแล้ว ‎​ร่วมแรงร่วมใจใช้ชีวิตในปัจจุบัน

ลืมอดีตหมดเหรอ

อืม ไม่สนใจแล้ว มีแค่นักวิชาการบางส่วนที่มีบันทึกข้อมูลวิทยาการในอดีตเพื่อปรับปรุง แต่หลังจากพวกเขาผลิตเองได้ ก็ทิ้งบันทึกไปหมด

ช่วงนี้งานราษฎร์เข้า งานหลวงไล่เร่ง ทำงานจนปวดหลัง

แม่ก็คะยั้นคะยอให้โยคะสักวันละชั่วโมง แต่ขี้เกียจชิบเป๋ง
(แล้วเอ็งก็หลังอักเสบ เอ็นอักเสบ กล้ามเนื้ออักเสบอยู่เนี่ย...)

หลังๆมาปวดมากทนไม่ไหว ก็เลยทำก่อนนอนแค่สามท่า ใช้เวลาสองนาที

แต่ได้ผลโพดๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

ก็เลยเอามาฝากค่ะ

+++

ท่าแรก จะผ่อนคลายแถวๆนี้ค่ะ ใช้ได้ดีมากกับวันที่ต้องยืนทั้งวัน

+

แรกเลย ผ่อนคลายๆๆ แยกเท้าเล็กน้อยค่ะ ยกมือขึ้นจรดกันเหนือหัว

+

เอียงค่ะ อย่าให้ก้นเอียงนะคะ ให้ไปตั้งแต่เอวและหลังก็พอ

+

ผ่อนคลาย ห้ามเกร็งนะคะ ปล่อยแขนตามสบายไม่ต้องยกให้จรดกันแล้ว

ถึงตอนนี้จะจี๊ดมาก ใครจะกรี๊ดก็ตามสบาย หึหึหึหึ

ค้างไว้สักพัก ยิ่งนานยิ่งดีค่ะ แล้วกลับมาช้าๆ....ย้ำว่าช้าๆ

+

จบท่าแรกค่ะ ทำซ้ำอีกครั้งด้านขวา แล้วถ้าทำซ้ายขวาอีกหลายๆรอบได้จะดีมาก

+++

ท่าสอง จะผ่อนคลายบริเวณนี้ค่ะ ก้มทำงานทั้งวันต้องเจอท่านี้

+

เนื่องจากท่ามันวาบหวิว และเราไม่อยากเห็นผู้ชายทำท่าอะฮ้าง

เราจึงส่งน้องแมวตัวนี้มาเป็นนางแบบแทนพี่กล้ามคนเมื่อกี๊ค่ะ

+

ขั้นแรกนั่งคุกเข่า แยกขาแล้วนอนราบลงไปค่ะ ยกแขนเหนือหัว หน้าผากจรดพื้น

ไม่ต้องกางขามากนักนะคะ มันจะราบเกินไป เอาแค่พอให้ล้มลงนอนได้สะดวกๆ

+

มองจากด้านข้างจะได้เข้าใจง่าย

อาจจะหายใจไม่ออกนิดนึง แม่รุหันข้าง แต่รุชอบหันตรง เหมือนได้ผลมากกว่า

+

จบแล้วค่ะ ท่านี้มีแค่นี้เอง แต่ก็จี๊ดโคตรๆๆๆๆ

+++

ท่าสุดท้าย จะคลายแถวๆนี้ค่ะ ไว้สำหรับวันที่นั่งงอหลังจนปวดเอว

น้องแมวจะสาธิตเช่นเคย

+

นอนคว่ำกับพื้น ยกแขนเหนือหัวค่ะ

+

ด้านข้าง เผื่อใครดูรูปเมื่อกี๊ไม่รู้เรื่อง

+

ยกแขนขึ้นเอามือยันพื้นแบบนี้ค่ะ

+

ยกตัวขึ้นช้าๆ ค่อยๆ และอยากจะกรี๊ดไปด้วยก็ไม่ว่ากัน

ค้างไว้นานเท่าที่ทำได้แหละค่ะ อย่าเกร็งนะคะ ผ่อนคลายให้มากที่สุด หายใจลึกๆ 

+

มีคนถามเลยพูดถึงเหตุผลซะหน่อย กรุณาดูรูปด้านล่างนะคะ (โดยเฉพาะรูปซ้ายมือ)

จะเห็นว่ากระดูกสันหลังมีส่วนที่ยื่นออกมาเป็นแท่งๆ ตรงนี้เรียกว่า spine ค่ะ
ตรงนี้เป็นรูให้ไขสันหลังลอดผ่านและเส้นประสาทลอดออก
(ถ้าเป็นกระดูกหมูต้มจะมีไขสันหลังข้างในให้กิน ---- ไม่เกี่ยว..........)

ทีนี้เวลาเราแอ่นหลัง spine มันก็จะงอเข้ามาใกล้ๆกันน่ะค่ะ
ถ้าเราเงยหน้า กระดูก spine ตรงแถวต้นคอก็จะกระทบกัน เบียดกัน
ถ้าไม่บ่อยก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าทำอยู่เรื่อยนานไปมันอาจจะแตกได้นะเออ
กระดูกก็ไม่ใช่อะไรที่แข็งขนาดนั้น แตกง่ายค่ะ

+

ขยับแขนเข้ามาถ้าทำได้ค่ะ จะทำให้ยกตัวได้มากขึ้น หลังแอ่นมากขึ้น

อย่างที่เขียนนะคะ ห้ามพยายามเงยหน้าให้หน้าหงายไปข้างหลังล่ะ

+++

อาห์.....วาดดึกก็เลยมั่วๆเผาๆ แต่ก็คงดูเข้าใจล่ะนะคะ (หวังว่า)

ขอจบดื้อๆลาไปนอน และวันนี้คงทำทั้งสามท่าแน่ เมื่อยจริงๆ!!!

เดือนนี้สาวที่ชอบเกิดสามคน......

ตีอกชกหัว ไม่รู้จะทำยังไง คิดไว้ตั้งนานแล้วด้วยว่าจะวาดรูปฉลองให้ครบ

ตายแน่ ตายแหน่ ตายแหน ตายแน่ตายแน่ตายแน่ (เสียงไซเรนรถพยาบาล)

.....

แต่แล้วเฮียแอชก็ชี้ทางสว่างให้

"วาดสิ รูปเดียวสามคน \*3*/" <-------- เมพ!! คิดได้ไง!!!!!

จัดไปค่ะ ทรีอินวัน กลมกล่อม หอมหวล 

.....

จะวาดรูปเหรอ อีกสิบวันจะต้องส่งงานครั้งสุดท้ายก่อนสอบดีเฟนด์เนี่ยนะ

แถมยังต้องทำ evaluation sheet ของครู/นักเรียนให้ได้ตามมาตรฐานอีก!!

แถมยังต้องแก้คำพูดในการ์ตูนสอนภาษาอีกตั้งหลายสิบหน้า!!!

เพราะฉะนั้น...... ก็ต้องรีบๆวาดให้เสร็จ จะได้ทำงาน ใช่มั้ยคะ!!!!
(ทำไมไม่ส่งงานก่อนมาวาดฟะ = =)

แต่ก็เสร็จแล้ว ชีแคนค่ะ ไทยแลนด์ก้อดทาเล้นท์ (เผางาน)

+

สามสาว สามมุม ตั้งใจวาดแบบว่า เช้า กลางวัน เย็น
ท้องฟ้าหน้าร้อนสีเข้มดีจัง (จริงๆคือทำเมฆไม่เป็น)

ถ้าจิ้มก็จะได้ดูรูปใหญ่ขึ้นนิดนึง

จะบอกว่าทำเสร็จเกือบเมาโคปิคตาย....
ปกติก็วาดไปชิวๆ แต่ช่วงนี้ปอดมันไม่ค่อยดี วาดเสร็จนี่ครืดคราดเลย = =
เวลาธรรมดาก็ลืมคิด โคปิคนี่มันเป็นสารระเหยนี่นะ... อันตรายเหมือนกัน
พอถึงตรงรินจังก็แทบไม่ไหวแล้ว เพราะฉะนั้นที่เผา bg ไม่ได้ขี้เกียจนะ!!

+

โอมาเคะนิดหน่อย (ว่างนะมึง..)

ก็พาสาวมาเลี้ยงข้าวนี่นา ไม่พากินได้ไงจริงมั้ย XD

อ่ะคนแรก ชอบกินไอติม (ตามโปรไฟล์)

...

จัดไป คนนี้ชอบโปเตจิ

...

คนนี้ช่วยไม่ได้จริงๆ ใครใช้ให้ชอบกินมายองเนส กร๊ากกกกกกกกกก
(ถูกใจ ยิ้มชั่วร้าย ทำท่ามีความสุข)

+

เผชิญความจริงต่อล่ะกั๊บ -3-)/

ปิดเอนทรีที่แล้วก่อน เพราะมีพี่ชายคนหนึ่งจริงจังมาก 

มันก็เป็นฟิคอ่ะเฮีย ถึงจะอิงความจริงบ้าง แต่รุตั้งใจเขียนให้มันดาร์คมาก
อยากกระชากอารมณ์คนอ่านก่อน แล้วค่อยปล่อยตอนหลังอะ
แต่ท่าทางจะรับไม่ได้กันมากกว่า เขียนเงียบๆไม่กด pub ละกัน 

+

สาดรูปเล่นผ่อนคลายอารมณ์ ไม่รู้ทำไมเวลามีงานสมุดวาดเล่นมันจะเต็มเร็วมาก

อาห์.......มันเป็นอาถรรพ์..............(ทำหน้าอาเบะ)

........

ชอบวาดอาคาริตอนโต

+

+

ชอบวาดมิโอะตอนโดนแกล้งด้วย *-*

+

happiness (ลำเอียงเห็นๆ รูปนี้ใหญ่เชียว )

+

link วาดตอนง่วงใช้ได้ หัวออกมาเบี้ยวสนิท =_=

สงสัยเพราะเล่นภาค ds ก่อน..
link ในความคิดถึงได้กวนๆ ยียวนนิดนึง ซุ่มซ่ามหน่อยๆ กวนตีนนิดๆ XD

+

มือซ้ายล่ะ เก่งเนอะ ชมสิ *-*

+

loneliness

+

จาก NO HERO

+

จาก NO HERO

+

จาก NO HERO

+

kirei na senritsu (ท่วงทำนองอันไพเราะ)

ท่อนแรกของเพลงนี้ร้องว่า เสียงฝีเท้าของคุณเป็นดังท่วงทำนองอันไพเราะ
แต่ถ้าเป็นยชชี่กับเรย์จังคงไม่พ้นชะตาภาพขวาแหงๆ

+

+

NO HERO พูดถึงซะหน่อย

ตกใจอะ เซอร์ไพรส์ เพราะข่าวมาว่า อวี้หว่อลอยแพเรื่องนี้ไปแล้ว
เขียนแต่ the legend of sun knight กับ kill no more

จู่ๆเล่มห้า no hero หลุดออกมา ---?!!! ดีใจโพดๆๆๆๆๆๆ

แม้ว่าจะค่อนข้างหมดมุข เหมือนอ่านอาร์ทิมิส ฟาวล์เล่มหลังๆก็ตาม กร๊ากกกก

วาดรูปฉลองด้วยนะ

แต่ลงสีในคอม มันเลยค้างอยู่แค่เนี้ย ไม่เสร็จซะที

+

สุดท้าย ฝากถึงเฮียคนที่คิดมากคนนั้น

อย่าเครียดมากนะแก่แล้ว เดี๋ยวเส้นเลือดในสมองแตกนะเออ

part b - 1

posted on 29 Jul 2010 00:30 by myartbox

part a - 1

 

- 0 -

 

ฉันปิดหน้าเว็บไซต์ลง บทความของวันนี้เกี่ยวกับความมืดในใจคนตามที่เว็บมาสเตอร์สัญญากับฉันไว้ มันก็คงแปลกอยู่ที่เด็กผู้หญิงอายุเท่าฉันจะเข้าเว็บไซต์ที่เป็นแหล่งชุมนุมของเหล่าคนที่รู้สึกว่าตัวเองอยู่ในอีกมิติของโลก - ในมิติที่มืดดำ - และได้แต่มองออกไปยังแสงสว่างที่คนทั่วไปอาศัยอยู่ (ไม่สิ ต่อให้ไม่ใช่เด็กผู้หญิง หรืออายุมากกว่านี้ คนที่เข้าเว็บไซต์แบบนี้ก็ยังแปลกอยู่ดีล่ะมั้ง)

ถึงแม้ว่าฉันยังเด็ก แต่ฉันก็รู้สึกว่าตัวเองแปลกจากคนทั่วไปมาตั้งแต่จำความได้แล้ว แม่เล่าว่าฉันเฉยเมยอย่างสนิทต่อเพื่อนที่โรงเรียนมาตั้งแต่สมัยอนุบาล ไม่เล่นกับเพื่อน ไม่พูดกับครู ไม่ทำกิจกรรมอะไรทั้งนั้น นอกจากนั่งจ้องอากาศว่างเปล่าอย่างเหม่อลอย ทั้งครูและแม่ต่างก็พากันกลัวว่าฉันจะมีอาการผิดปกติทางจิตหรืออาจเป็นเด็กดาวน์ แต่ทุกครั้งที่พาไปทดสอบฉันก็ทำคะแนนได้สูงกว่าระดับไปคิวเฉลี่ยนิดหน่อย สุดท้ายพวกผู้ใหญ่จึงต้องยอมรับว่านี่คือลักษณะนิสัยของฉัน

เมื่อโตขึ้นพ่อแม่ก็เป็นห่วงฉันเรื่องการเข้าสังคม ซึ่งอันที่จริงไม่ต้องห่วงเลยก็ได้ เพราะฉันไม่สนใจจะเข้าสังคมเลยสักนิด มันยากเกินไปสำหรับฉันที่จะต้องจูนสมองเพื่อพูดคุยกับคนอื่นให้รู้เรื่อง การมีสื่อสารกับมนุษย์คนอื่นจะทำให้ฉันเหนื่อยมาก ลำพังแค่พยายามฟังให้ทันและรู้เรื่องว่าเขาพูดอะไรก็เหนื่อยแล้ว ยังต้องตอบรับเวลาพูดคุยอีก แต่เนื่องจากจำเป็นต้องทำ ฉันก็สามารถพยักหน้า ยิ้ม หัวเราะ หรือแสดงอารมณ์อื่น ๆ ให้ถูกจังหวะเวลาสนทนาได้นะ จะให้พูดจำพวก "อืม" "แย่จังนะ" จริงด้วย" ทำนองนี้ก็ได้ แต่อย่าได้หวังเลยว่าบทสนทนาจะเข้าไปอยู่ในสมองฉัน แค่คุยจบแล้วมาถามว่าเมื่อกี๊เพื่อนพูดเรื่องอะไร ฉันก็คงตอบได้แค่ว่า ไม่รู้

ยังมีเรื่องอื่นอีกมากในทำนองนี้ แม้ว่าจะไม่เหมือนเว็บมาสเตอร์ของเว็บไซต์นี้เสียทีเดียว เพราะฉันยังไม่เคยเจอประสบการณ์เลวร้ายหนักเท่าเขา แต่ฉันก็รู้ตัวว่าอย่างฉันคงถือได้ว่าผิดปกติ พูดอีกอย่างคือฉันผิดปกติกว่าเขาหรือเปล่านะ ที่ใช้ชีวิตอยู่กับความมืดดำในตัวทั้งที่ไม่เคยเจอเรื่องหนักหนาอะไร ฉันเป็นของฉันแบบนี้อยู่แล้ว

 

 

- 1 -

 

สีดำของเว็บมาสเตอร์คงเป็นสีดำที่หนักหน่วงและขุ่นคลั่กจนทำให้ชีวิตมืดดำและเย็นชา แต่ของฉันนั้นเหมือนสีเทาหม่นที่ฉาบให้ทุกสิ่งกลายเป็นสิ่งซีดจางไร้ความหมาย จะดอกไม้ช่อใหญ่ หรือสัตว์เล็ก ๆ  สำหรับฉันก็งามเหมือนถุงพลาสติกที่ปลิวอยู่ตามท้องถนนนั่นแหละ หลายต่อหลายครั้งที่ฉันพยายามบอกให้ตัวเองมองหาความงามของโลก ของชีวิต หรือของอะไรก็ช่างให้เจอ ฉันอยากจะเชื่อว่าโลกนี้มีสีสัน แต่แล้วฉันก็พบว่าทุกสิ่งล้วนเป็นสีเทา - เป็นแท่งหินสีเทาที่ตั้งอยู่โดดเดี่ยว - ตามที่เขียนในบทความนั้น ทุกสิ่งล้วนแล้วแต่มีกำแพงที่มองไม่เห็นกั้นอยู่ ไม่ว่าอะไรก็ตามฉันก็เข้าถึงไม่ได้ทั้งนั้น จะพยายามเท่าไรฉันก็ได้แต่เดินวนดูรอบ ๆ ไม่สามารถจะเอื้อมมือไปสัมผัสได้ และไม่เข้าใจได้เลยว่าจะใช้ชีวิตอยู่กับมันได้ยังไง

นั่นสินะ ถ้าเป็นผู้คนที่อยู่ในโลกที่สว่างไสวทางฝั่งโน้น เขาจะมีความสุขใช่ไหมนะเวลาที่ได้พบดอกไม้งาม ๆ หรือเวลาเล่นกับสัตว์เลี้ยงน่ารัก เขาจะพบความอบอุ่นของการมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นไหม เวลาที่เขาทุ่มเทความรู้สึกให้อะไรสักอย่างเขาจะรู้สึกเชื่อมโยงกับสิ่งนั้นหรือเปล่า หรือเขาจะรู้สึกว่าสุดท้ายแล้วในโลกนี้ ทุกสิ่งก็อยู่อย่างเดียวดายและไร้หนทางจะสื่อสารกันได้...แบบที่ฉันรู้สึกอยู่? เขาจะเคยกันไหมที่รู้สึกเหมือนโดนหนามนับไม่ถ้วนขีดข่วนไปตามร่างกาย เมื่อพยายามที่จะเข้าใจคนอื่นหรือพยายามปรับตัวให้เข้ากับคนอื่นได้ เคยไหมที่จะรู้สึกเหมือนพื้นดินที่ยืนอยู่ถล่มลงไปในความมืดเวิ้งว้างไม่มีที่สิ้นสุด เมื่ออยากจะสื่อสารกับคนอื่นแต่ไม่สามารถข้ามกำแพงไปได้ และจะเคยรู้สึกเหมือนข้างในตัวตรงที่หัวใจควรจะอยู่กลายเป็นรูไร้ก้นสีดำไหม เมื่อสุดท้ายแล้วตนไม่สามารถทำความเข้าใจในโลกที่อาศัยอยู่ได้เลยแม้สักนิดเดียว

ฉันรู้ดีว่าตัวฉันผิดปกติตรงไหนสักแห่งแต่บอกไม่ได้ว่าตรงไหนกันแน่ ฉันรู้ว่าโลกมันไม่ควรเป็นแบบนี้ แบบที่รู้สึกอึดอัดเหมือนตัวเองอยู่ในถุงแคบ ๆ แม้ว่าจะมองเห็นสิ่งภายนอกแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ สื่อสารไม่ได้ จับต้องไม่ได้ ขยับไปทางไหนก็เหมือนมีกำแพงตามไปกั้นอยู่ทุกที่ สุดท้ายสิ่งที่อยู่รอบตัวก็เหมือนไม่มีอยู่จริง เหมือนถูกล้อมรอบด้วยความมืดดำ ครั้งแรก ๆ ที่ฉันคิดว่าตัวเองคนเดียวเท่านั้นที่เป็นแบบนี้ก็ท้อใจเหมือนกัน จะอย่างไรคนรอบข้างก็ไม่มีวันเข้าใจ ว่าสำหรับฉันแล้วโลกนี้เป็นสิ่งที่จืดชืด สากผิว และไร้ความหมายขนาดไหน จนกระทั่งได้มาเจอเว็บไซต์นี้เข้าโดยบังเอิญ

ไม่หรอก ฉันไม่หวังจะหาคนที่เข้าใจในตัวฉันหรืออะไรแบบนั้นจากที่นี่ ฉันไม่คิดว่าตัวเองและคนอื่น ๆ ในเว็บนั้นสามารถจะเข้าใจความรู้สึกของกันและกันได้หรอก เพราะขนาดฉันยังไม่สนใจจะเข้าใจในตัวของสมาชิกคนอื่นเลย แล้วก็ไม่อยากให้คนอื่นมายุ่มย่ามถึงขนาดพยายามจะเข้าใจจิตใจฉันด้วย แค่คิดว่าโลกในด้านที่ฉันอยู่มีอยู่จริง และยังมีประชากรคนอื่นอาศัยอยู่บ้างก็เพียงพอแล้ว

คุณคงพอจะนึกออกว่าฉันไม่ได้มีแก่ใจจะสนทนาสมาคมกับคนอื่นสักเท่าไร แม้แต่ในเว็บไซต์ก็ตาม มีแต่เพียงเว็บมาสเตอร์เท่านั้นที่ฉันส่งอีเมล์คุยยด้วยเป็นครั้งคราว พี่เขาได้พบเจอโลกที่สีดำยิ่งกว่าของฉันขึ้นไปอีกมาก ฉันคงผิดปกติที่ชอบฟังเรื่องราวเหล่านั้นและความมืดมิดของโลกใบนั้น แต่ยังไงฉันก็ยังคิดว่าฉันต่างจากพี่เขาอยู่ดี เพราะเวลาอ่านบทความของเขาฉันมักรู้สึกถึงความรู้สึกอันลึกล้ำบางอย่าง ไม่ว่าจะเป็นความเจ็บปวด ความหมดหวัง ความเศร้า ไปจนถึงความรู้สึกละเมียดละไมอีกหลายแบบที่เสริมแต่งให้โลกของพี่เขาเป้นสีดำที่สวยงามเหลือเกิน ในขณะที่โลกของฉันเป็นสีเทาซีดไม่เปลี่ยนแปลง โลกของฉันไม่มีความรู้สึกใด ๆ ทั้งสิ้น จนบางครั้งฉันก็อดคิดไม่ได้ว่าถ้าหากถือมีดออกไปฆ่าคนตายเสียตอนนี้ ฉันจะมีความรู้สึกอะไรบ้างหรือเปล่า หรือถ้ามีคนบ้าเดินเอามีดมาแทงฉันตอนนี้ ฉันจะรู้สึกยังไงกันนะ

 

........

 

อาห์......ปวดหัวจัง ทำไมท้องเสียแล้วถึงเป็นไข้ได้ สรุปก็ไม่เข้าใจอยู่ดี

จริงๆ b-1 จะยาวกว่านี้มาก แต่ปวดหัวจนคิดไรบ่ออกแล้ว ไว้ค่อยมาเติมละกัน = =

 

part a - 1

posted on 26 Jul 2010 20:40 by myartbox

- 0 -

 

ถ้าถามฉันว่า สีที่ประกอบกันขึ้นมาเป็นมนุษย์คือสีอะไร ฉันคงจะตอบไปอย่างไม่ลังเลเลยว่าเป็นสีดำ มนุษย์ทุกคนล้วนมีสีดำเป็นแก่นกลางของความมีอยู่ การกระทำ และความคิดทั้งหลาย มนุษย์ล้วนแล้วแต่ประกอบขึ้นมาจากสีดำตั้งแต่มีตัวตนขึ้นในโลกนี้

ไม่ใช่สีดำธรรมดา แต่เป็นสีดำเข้มข้น ที่ไม่ว่าแสงชนิดไหนก็ลอดผ่านหรือสะท้อนออกมาไม่ได้ทั้งนั้น เป็นสีดำที่เหนียวหนึบและข้นคลั่ก จนกระทั่งผู้ที่ตกลงไปไม่สามารถจะหลุดออกมาได้ ไม่ว่าจะดิ้นรนตะเกียกตะกายสักแค่ไหน ดังนั้นมันจึงติดตัวทุกผู้คนไปจนกว่าจะตาย

คำพูดที่ว่าเด็กคือผ้าขาวนั้นไม่ได้ใกล้ความเป็นจริงสักนิด คนที่คิดประโยคนี้ขึ้นมาต้องเป็นคนที่ไม่เข้าใจอะไรเลยแม้แต่น้อย เด็กทุกคนล้วนแล้วแต่เป็นสีดำสนิท พวกเขาเกิดมาด้วยหัวใจและวิญญาณสีดำเข้มข้น สีดำบริสุทธิ์ชนิดที่หาสีอื่นเจือปนไม่ได้เลย เด็กนั้นล้วนเป็นสีดำ เป็นพ่อแม่ คนรอบตัว และสถานการณ์รอบข้างต่างหาก ที่จะป้ายสีอื่นลงไปบนสีดำนั้นเพื่อให้เด็กเกิดตัวตนที่ต่างออกไป แต่แน่นอนว่าการป้ายสีทับไม่ใช่การลบเลือนสีที่มีอยู่แต่เดิม สีดำสนิทที่ติดตัวมนุษย์มาตั้งแต่เกิดไม่มีวันหายไป แม้ว่ามันจะถูกสีอื่นป้ายทับจนไม่สามารถมองเห็นได้ แต่มนุษย์ทุกผู้ย่อมมีความดำมืดเป็นแกนกลางของจิตและความคิดกันทั้งนั้น ไม่มีเว้นแม้สักคนเดียว

คุณอาจจะไม่พอใจ หรืออาจจะเห็นด้วยกับฉันเมื่ออ่านมาถึงตรงนี้ ถ้าคุณไม่พอใจฉันก็รู้ว่าคุณไม่พอใจทั้งที่รู้ว่ามันคือเรื่องจริง คุณเชื่อว่าตัวเองคือสีต่าง ๆ ที่ป้ายลงบนสีดำที่แท้จริงนั้น และปฏิเสธสิ่งที่ตัวเองเป็น ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าฉันพูดถูก คุณกลัวความมืดดำในใจของตัวเองเกินกว่าจะยอมรับว่าคุณมีมันอยู่ และถ้าคุณเห็นด้วยกับฉัน แปลว่าคุณได้เคยเห็นมันแล้วใช่ไหมล่ะ ความมืดอันนั้น ที่ราวกับจะหมุนวนไม่มีที่สิ้นสุดเมื่อย่างเท้าลงไป ความมืดมิดที่ดูดกลืนแสงสว่างในชีวิตคุณไปจนหมดสิ้น แม้ว่าคุณจะตะเกียกตะกายดิ้นรนหนีจากมัน แต่คุณก็ยังรู้ว่ามันอยู่ตรงนั้นเสมอ มันไม่หายไปไหนหรอก เพราะมันคือแก่นกลางของความเป็นตัวตนของคุณไงล่ะ

ไม่ใช่แค่มนุษย์หรอกนะ สีดำอันนี้เป็นสีที่แท้จริงของโลกใบนี้ ถ้าหากคุณยอมที่จะมองเห็น โลกนี้มีม่านบาง ๆ สีดำสนิทคลุมอยู่ทั่วตลอด ทุกสิ่งในโลกล้วนเป็นสีเทาซีด และไม่ต้องการการปฏิสัมพันธ์อะไรกันทั้งนั้น ทุกสิ่งตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยว เหมือนกับที่ผู้คนล้วนโดดเดี่ยว ไม่ว่าจะมีด้วยกันมากเท่าไหน แต่ในโลกสีดำนั้นไม่ว่าจะมนุษย์หรือสิ่งของก็ตั้งอยู่เดียวดายทั้งนั้น สารภาพมาเถิดว่าคุณเคยรู้สึกเหมือนยืนอยู่บนความดำมืดเหนียวข้น มองไปทางไหนก็พบแต่ความเวิ้งว้างไม่มีที่สิ้นสุด แม้แต่ผู้คนรอบกายก็เปรียบเหมือนแท่งหินสีเทาไร้ความหมาย ไม่ว่าจะทำกิจกรรมอะไรหรือเสพความบันเทิงแบบไหน ก็รู้สึกเพียงเหมือนกำลังเคี้ยวกระดาษทิชชู่เป็นอาหารเย็น ประสาทรับรู้ทุกอย่างนิ่งสนิทราวกับน้ำในแก้ว ไม่ว่าจะทำยังไงทั่วทั้งโลกก็ยังสีซีดจาง ...นั่นละ คือเวลาที่สีดำดั้งเดิมในตัวคุณตื่นขึ้น และเพียงเท่านั้น มันก็กลบทับสีอื่นที่คุณเพียรพยายามจะระบายทับลงไปเสียมิด โดยที่คุณไม่สามารถต่อต้านอะไรได้เลย

 

 

- 1 -

 

ฉันยอมแพ้

ฉันยอมแพ้ให้ความมืดดำอันเป็นต้นกำเนิดของสรรพสิ่ง ความมืดดำที่ดูดกลืนทุกสีและแสงใด ๆ  ฉันพยายามต่อสู้กับมันมาเป็นแรมปี ก่อนจะรู้ว่าตัวเองไม่ได้มีความสามารถจะต่อกรกับมันเลยแม้แต่นิดเดียว

มนุษย์คนอื่นในสายตาฉันนั้น ยามเขาใช้ชีวิตอยู่ดูราวกับมีสีสันมากมายเป็นประกายออกมา ราวกับว่าไม่เคยมีสีดำอยู่แม้เพียงน้อยนิด มนุษย์คนอื่นมักเปล่งประกายชีวิตเจิดจ้า ทุกครั้งฉันก็มักคิดว่า พวกเขาช่างเก่งมากเหลือเกินที่สามารถสรรหาสีสันอื่นให้ตัวเองได้ ทากลบซ่อนความมืดดำเสียมิดชิด พวกเขาใช้แรงของตนเองอย่างเต็มที่ในการทำงาน การเล่นสนุก และเรื่องต่าง ๆ  พวกเขาผลักดันตัวเองจนพ้นความมืดอนธการในแก่นแท้สุดของตนเองได้แล้วหรือ?

สำหรับฉันนั้นสีอื่นที่ทาลงไปแทบไม่มีผลอะไรเลย แม้ว่าฉันจะพยายามทาสีอะไรทับลงไปเท่าไร แต่ความดำมืดก็จะดูดกลืนมันลงไปเสียอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะบุคลิกแบบไหนที่ฉันระบายให้ตัวเอง ก็จะต้องพังราบไม่มีชิ้นดีภายในเวลาไม่นาน บุคลิกเหล่านั้นพยายามควานหาแก่นยึดเมื่อถูกความมืดรุกไล่ดูดกลืน แต่ไม่เคยมีสีไหนชนะสีดำไปได้ ฉันกลายเป็นคนบุคลิกไม่คงที่ รวมไปถึงอารมณ์ขึ้น ๆ ลง ๆ เนื่องจากสีสันในตัวฉันนั้นหาที่ยึดเกาะไม่ได้ มันไหวระริกเมื่อถูกไล่ล่า และสุดท้ายก็ตายลงไป

คงเป็นเพราะฉันเริ่มระบายสีช้าไปก็เป็นได้ สีดำนั้นจึงเติบโตขึ้นครอบครองพื้นที่ในหัวใจ ความคิด และจิตวิญญาณฉันไปเกือบหมด แต่จะโทษอะไรได้ล่ะ ฉันอาจจะแค่โชคดีน้อยกว่าเด็กคนอื่นที่มีคนระบายสีที่ดีให้ตั้งแต่ยังไม่รู้ความ ส่วนตัวฉันเองนั้นได้แต่จมจ่อมอยู่ในความมืดของตัวเองตั้งแต่จำความได้ ตั้งแต่เด็กมาฉันก็เป็นคนที่ไร้ความใส่ใจต่อสิ่งรอบข้าง จำอะไรที่ได้พบเจอหรือทำไปไม่ได้แม้แต่นิด เป็นอย่างนี้มาจนกระทั่งโต ดีกรีความเฉยเมยก็กลับทวีสูงขึ้นอีก เพราะฉันได้ผ่านประสบการณ์เลวร้ายถึงขั้นเป็นโรคซึมเศร้าอยู่หลายปี ฉันจะเล่าถึงชีวิตช่วงนี้ให้ฟังสักนิด เพื่อว่าบางทีคุณอาจจะเข้าใจความเข้มข้นของสีดำในชีวิตของฉัน และเข้าใจว่าทำไมฉันจึงยืนยันคำกล่าวก่อนหน้านี้นั้น

ช่วงหลายปีนั้นในชีวิตของฉันมีแต่โคลนข้นคลั่กสีดำ ความสิ้นหวัง และโลกสีซีดจาง แม้ว่าดูจากภายนอกจะเห็นว่าฉันปกติดี ไปเรียน คุยกับเพื่อน ทำกิจกรรม แต่ภายในนั้นแค่ต่อสู้กับความมืดสีดำนั้นก็เต็มที่แล้ว ไม่เหลือที่ว่างให้ความคิดอื่นใดทั้งสิ้น ดังนั้นฉันจึงตัดตัวเองเข้าระบบตอบสนองอัตโนมัติเพื่อที่จะไม่ต้องคิดอะไรอีก แน่นอนว่าระบบอัตโนมัติทำให้ฉันจำอะไรในช่วงหลายปีนั้นไม่ได้สักเรื่องเดียว ถ้าถามว่าฉันผ่านมันมาได้ยังไงฉันก็ตอบไม่ได้ สิ่งเดียวที่ฉันจำได้คือสีแดงสดของเลือด - สีเดียวที่ปรากฏขึ้นกลางสีเทาหม่นในโลกของฉัน

ในช่วงเวลาที่ประสาทรับรู้เป็นอัมพาตเพราะทุกสิ่งในโลกซีดจางและเย็นชืด สติรับรู้ของฉันไม่สามารถแยกได้ว่าตนเองนั้นยังมีชีวิตอยู่จริงหรือเปล่า สิ่งเดียวที่ทำให้รู้สึกถึงเสียงหัวใจของตนเองได้บ้างคือหยดเลือดนิดหน่อยที่ฉันมักจะกรีดให้ออกมาจากแขน ขา หรือท้อง แต่กรุณาอย่าคิดว่าฉันพยายามจะฆ่าตัวตายเหมือนเด็กบัดซบไม่สู้ชีวิตเหล่านั้นที่มักเป็นข่าวอยู่เสมอ สิ่งที่ฉันทำมันก็เหมือนกับเวลาที่คุณสะบัดหน้าแรง ๆ หรือตบหน้าตัวเองสักทีสองทีเพื่อทดสอบว่าตนเองตื่นอยู่หรือไม่ ชั่วแต่ของฉันนั้นต่อให้ตบจนปากแตกก็คงจะไม่ทราบว่าตนเองตื่นหรือหลับ เพราะอัตราความมึนงงถึงขีดสูงสุดแล้ว กระทั่งไม่สามารถรับรู้ความเป็นไปใด ๆ ของโลกได้ เวลานั้น...สีแดงนั้นช่วยฉันเอาไว้เสมอ

การกรีดเลือดเหล่านั้นทำให้ฉันมีความสุขได้เล็กน้อย ไม่ใช่มีความสุขกับการกรีดลงไป แต่มีความสุขที่ได้รับรู้ว่าตนเองยังพอจะมีความรู้สึกหลงเหลืออยู่บ้าง และสีของเลือดนั้นก็ตัดกันกับสีเทาหม่นในโลกอันเย็นชืดของฉันได้ดีจริง ๆ  ฉันก็คิดว่าฉันไม่ได้ชั่วร้ายอย่างฆาตกรหรอกนะ ที่มีความสุขกับการฆ่าเหยื่อหรือได้เห็นเลือดของเหยื่อ เออ... ว่ากันตามตรงคือฉันไม่ได้อยากเห็นเลือดของคนอื่นมากกว่า ที่มันมีความหมายเพราะมันเป็นตัวฉันเองต่างหาก ตลอดเวลาที่รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นแผ่นกระดาษและไร้ค่าจนทนไม่ได้ มีเพียงเวลาที่เห็นหยดเลือดซึมออกมาจากผิวเท่านั้นที่จิตใจของฉันสงบลงได้ หลายปีนั้นฉันจึงต้องจรดมีดลงบนแผลเดิมซ้ำแล้วซ้ำอีก เพราะทั่วทั้งตัวแทบไม่เหลือตรงไหนเลยที่ยังไม่ได้กรีดลงไป (แน่นอนว่าเฉพาะแต่ตรงที่มองไม่เห็นเวลาสวมเสื้อผ้า เพราะฉันไม่มีอารมณ์จะตอบคำถามของใครทั้งสิ้น)

นั่นเป็นช่วงเวลาที่ฉันยังคิดว่าตนเองเป็นคนเดียวในโลกที่คงจะมีน้ำยางสีดำปี๋ไหลเวียนอยู่ทั่วตัวแทนเลือด พูดให้ถูกก็คือฉันไม่มีสติความคิดเหลือพอที่จะนึกถึงเรื่องคนอื่นหรอก เพียงแค่พยายามผ่านเวลาเช้า ค่ำ เช้า ค่ำ เช้า ค่ำ ไปเรื่อย ๆ ไม่มีที่สิ้นสุดก็สุดกำลังในชีวิตฉันแล้ว  ถ้าไม่ "จำเป็น" ฉันจะไม่ทำอะไรเลยแม้ว่าจะเป็นการออกไปกินข้าว ฉันยอมกินขนมปังแค่แผ่นเดียวดีกว่าจะต้องฝ่าคลื่นเยลลี่สีดำที่เหนียวหนับและกัดกร่อนราวกับน้ำกรดออกไปข้างนอก การทำกิจกรรมไม่ว่าจะอะไรคือสิ่งที่ทรมานที่สุด น่ากลัวที่สุด และทำให้รู้สึกราวกับว่ามีใครมากรีดยาว ๆ ทั่วทั้งตัวซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนกว่าฉันจะทรุดลงและตายไป

การต้องสื่อสารกับคนอื่นยิ่งซ้ำร้ายกว่า การมองหน้าคนอื่นนั้นเป็นสิ่งที่ฉันทำไม่ได้เลย เพราะบนใบหน้านั้นมี้อมูลอยู่มากเกินไป ฉันเป็นฝ่ายเริ่มสื่อสารกับคนอื่นก่อนให้น้อยที่สุดเท่าที่ตัวเองจะสามารถรับได้ ส่วนเวลาที่คนอื่นเข้ามาพูดคุยด้วย ฉันก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของระบบตอบสนองอัตโนมัติไป น่าแปลกที่แม้ตัวฉันจะไม่รู้ว่าตัวเองพูดอะไรออกไปด้วยซ้ำ แต่คนรอบข้างกลับตั้งให้ฉันเป็นคนที่ร่าเริง ตลก เล่นมุกเก่ง และพูดคุยด้วยง่าย จึงพากันเข้ามาพูดคุยกับฉันมากมายจนไปถึงจะส่งฉันลงประกวดโน่นนี่ ซึ่งมันเกินกำลังของระบบอัตโนมัติแล้ว ฉันจึงต้องปลีกตัวเองออกมาอีกหน่อย ระงับระบบอัตโนมัติลง และทำตัวเป็นคนหยิ่งไม่ยอมพูดคุยกับใครในสายตาเพื่อน (แต่กระนั้นฉันก็ได้ใช้ระบบนี้อีกหลายครั้งหลายหน ไม่ว่าจะเวลาคุยกับเพื่อนกลุ่มที่ฉันอยากคุยด้วย หรือเวลาไปมีทติ้ง ขอบคุณที่มันใช้การได้เป็นอย่างดี ทุกคนเห็นว่าฉันเป็นคนที่สนุก ขำ คุยเก่ง เสียก็แค่อย่างเดียวคือหลังจบมีทติ้งฉันจะจำอะไรไม่ได้เลย ใครมาบ้าง เจอใครบ้าง คุยอะไรไปบ้าง กินอะไรบ้าง ก็น่าเศร้าอยู่เหมือนกัน)

ฉันมักจะพูดภายหลังเสมอว่า โรคซึมเศร้านั้นคนที่ไม่เป็นไม่มีวันเข้าใจหรอก ว่าความทรมานของการใช้ชีวิตให้ผ่านพ้นไปได้เป็นอย่างไร การที่แทบจะเจ็บปวดตายเพียงเพราะออกไปซื้อข้าวกินเป็นอย่างไร พวกเขามักจะพูดว่าก็ต้องพยายามสิ อย่าคิดว่าตัวเองไร้ค่า คนเราต้องเห็นตัวเองมีคุณค่า แต่สำหรับคนที่ซึมเศร้านั้น ตัวตนของตนเองกับโลกสีดำมันหลอมรวมกันจนแยกไม่ออก ความเป็นตัวตนมันโปร่งใสยิ่งกว่าแก้ว จึงไม่สามารถที่จะรักและเคารพตัวตนไหนของตัวเองได้ทั้งนั้น เพราะมันไม่มีอยู่เลย ฉันไม่แปลกใจหรอกถ้าคนเป็นโรคซึมเศร้าเลือกที่จะจบชีวิตตนเองลง คนปกติคงจะบอกว่าคนเหล่านั้นไม่เข้มแข็ง หารู้ไม่ว่าเขาใช้ความพยายามมากกว่าสักกี่ร้อยเท่าในการดำเนินชีวิต ก่อนจะตัดสินใจว่าโลกนี้มันโหดร้ายเกินไป

 

 

- 2 -

 

หลายปีหลังจากนั้น ในเวลาที่ฉันสิ้นหวังและไม่คิดว่าจะทำอะไรกับชีวิตตัวเองอีกแล้ว ได้มีคนคนหนึ่งผ่านเข้ามา และช่วยดึงฉันขึ้นมาจากบ่อโคลนดูดสีดำสนิทนั้นขึ้นมาอยู่บนพื้นดิน แม้ว่าช่วงเวลาเหล่านั้นจะผ่านวูบไปจนสติของฉันรับรู้แทบไม่ทัน แต่เขาก็เป็นคนที่มีบุญคุณกับชีวิตฉันมาก ฉันเริ่มรักษาตัวเองจากอาการซึมเศร้าและเรียนรู้ว่าสังคมปกติเขาเป็นกันอย่างไร รวมไปถึงการพยายามระบายสีต่าง ๆ ทับบนสีดำมืดอนธการนั้น

ฉันพยายามลองผิดลองถูกมากมาย ทาทั้งสีอ่อนสีเข้ม เปลี่ยนตนเองไปไม่ทราบว่าสักกี่ครั้ง เพราะฉันทราบว่าการจะอยู่ในสังคมนั้น มนุษย์จะเป็นสีดำไม่ได้ พวกเขาจะต้องพยายามที่จะมีสีสันเพื่อบ่งบอกถึงการมีชีวิต แต่สุดท้ายฉันก็ไม่ค้นพบเลยว่าสำหรับตัวฉัน จะมีสีใดที่จะติดแน่นทับอยู่บนสีของความมืดมิดนั้นได้ สีชมพูหลุดลอกออก สีฟ้าก็หลุดร่อน สีแดงและน้ำเงินถูกกลืนเข้าไป สีเขียวหรือเหลืองก็สลายไปอย่างรวดเร็ว ฉันไม่ยอมแพ้และพยายามอยู่หลายปี เป็นอีกหลายปีที่ชีวิตฉันสับสนมาก สิ่งต่าง ๆ ผ่านวูบเข้ามาและวูบออกไป ที่บนพื้นดินนี้เวลาช่างไหลเร็วกว่าในบ่อโคลน และผู้คนก็ดูจะทำอะไรกันรวดเร็วเหมือนลมพัด ฉันที่เพิ่งจะขึ้นมาอยู่ข้างบนได้ไม่นานไม่สามารถรับรู้ได้ทั้งหมดว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง หลายอย่างฉันจำต้องปล่อยให้ผ่านไปอย่างจนปัญญาจะตอบสนอง และหลายอย่างฉันพยายามสุดชีวิตที่จะตอบสนองแต่ทำได้ไม่ดี

สุดท้ายเมื่อไล่ตามไม่ทันหนักเข้า ฉันก็มักจะใช้เวลาส่วนใหญ่กับพวกสัตว์ที่เวลาไหลเอื่อยกว่า อุณหภูมิของบรรยากาศรอบข้างต่ำกว่า และความอึกทึกของวิญญาณน้อยกว่ามนุษย์ การสื่อสารกับสัตว์นั้นง่ายกว่ากันมาก เมื่อฉันพูดพวกสัตว์ก็มักจะรับฟังแบบเรียบง่าย และเมื่อพวกสัตว์พูดฉันก็ฟังรู้เรื่องกว่าที่มนุษย์พูด พวกมันมีความถี่ที่ต่ำกว่า สามารถสื่อสารได้ง่ายกว่า เพียงแค่มองตาก็เข้าใจความรู้สึก และเพียงคำพูดไม่กี่คำก็เข้าใจความต้องการ ที่สำคัญพวกมันไม่เคยเกี่ยงงอนไม่ว่าฉันจะเป็นสีดำหรือสีอะไรก็ตาม ส่วนกับมนุษย์นั้นยากกว่า ไม่ว่าจะสีแดง สีขาว สีฟ้า สีเหลือง สีม่วง หรือสีอะไรที่ฉันพยายามทาทับลงไป พวกเขาก็ไม่พอใจทั้งนั้น แน่นอนว่าฉันพูดแบบนี้หลังจากลองทามาแทบทุกสี และไม่มีสีไหนเลยที่จะใช้สื่อสารกับคนรอบข้างได้

ถึงตอนนี้ฉันจึงเพิ่งจะรับรู้ว่ามันสายเกินไปแล้วที่ตัวฉันจะทาสีอะไรทับลงไปอีก ฉันเริ่มทาสีน้อยลง และสังเกตดูคนอื่น ๆ มากขึ้น ฉันคิดจะศึกษาดูว่าพวกเขามีวิธีพิเศษอะไรหรือเปล่า ที่ทำให้สีสันของพวกเขามีชีวิต พวกเขาไม่ใช่สีดำ แต่เป็นสีรุ้งหรือลายดอกไม้สดใส พวกเขาเป็นมนุษย์คนละประเภทกับฉัน และสามารถควบคุมชีวิตของตนเองได้ นับไม่รู้กี่หน ที่ฉันพยายามคิดภาพว่เหล่าผู้คนที่อาศัยอยู่ในแสงสว่างจะรู้สึกอย่างไร โลกของพวกเขาจะสดใสไหม การใช้ชีวิตทำให้พวกเขามีความสุขหรือเปล่า ฉันอยากลองเข้าไปอยู่ในแสงนั้นสักครั้ง แต่ก็ได้แค่มอง

ทว่าเมื่อมองมากเข้าและลึกเข้าฉันก็ค้นพบว่า แท้จริงแล้วทุกคนต่างกำลังพยายามสุดชีวิตที่จะเก็บซ่อนบางสิ่งอยู่เช่นกัน ผู้คนหลากสีที่ฉันชื่นชมเมินหน้าออกจากความมืดของตน และพยายามสร้างสีสันที่สดใสสว่างเข้ามาแทนที่ แต่บางครั้งฉันก็เห็น...เห็นความมืดเหล่านั้นที่แอบซ่อนอยู่ภายในส่วนที่ลึกที่สุด อยู่ที่แก่นกลางภายในตัวมนุษย์ทุกคน และฉันจึงแน่ใจว่าไม่ใช่แต่ฉันที่มีความมืดไหลเวียนอยู่ภายในร่างกาย แต่มันเป็นส่วนประกอบพื้นฐานของมนุษย์ แต่ว่ามนุษย์ไม่ต้องการความมืดเหล่านี้ พวกเขาไม่ต้องการโลกสีดำหม่น เย็นชืด และสิ่งรอบกายสีซีดจาง พวกเขาไม่ต้องการโลกที่เดียวดายอ้างว้าง มีแต่ตนเองและโคลนสีดำ พวกเขาจึงต้องกลบมันไว้ด้วยสีสันอื่น ๆ  และอยู่รวมกันเป็นหมู่คณะเพื่อขับไล่ความมืดนั้น พวกเขาสื่อสารกันตลอดเวลาจนบางครั้งดูเหมือนมากเกินไป เพียงเพราะพวกเขากลัวความมืดที่แอบอยู่ลึกสุดในตัวของเขาเอง

พวกเขาไม่ผิดหรอกที่กลัว ความมืดมิดของมนุษย์นั้นไม่ใช่แต่ความอ้างว้างและเย็นชา มันยังมีความรุนแรงแฝงอยู่ด้วย มันสามารถดูดกลืนได้ทุกสิ่งไม่เว้นแม้ความผิดชอบชั่วดี ความสุข หรือความเศร้าโศก ความเจ็บปวด ความกลัว หรือความหวัง ทำให้ทุกความรู้สึกกลายเป็นแผ่นแป้งเย็นชืด และยังสามารถเสกสรรค์ให้ความบ้าคลั่งของสัญชาตญาณดิบเถื่อนแสดงออกมาได้ด้วย สัญชาตญาณเอาตัวรอดของมนุษย์จึงสั่งให้หลีกหนีจากมัน

ไม่เคยหรือ เวลาที่ยืนอยู่ริมตึกสูงแล้วเห็นภาพในหัวว่าตัวเองกระโดดลงไป กลัวที่สูงหรือ กลัวว่าจะตกลงไป หรือกลัวว่าตัวเองจะกระโดดลงไปกันล่ะ? เคยใช่ไหมเวลาที่เห็นมีด แล้วเกิดคิดภาพขึ้นมาว่ามันมาแทงที่ร่างกายตรงไหนสักแห่ง? ยามที่อยู่ในภาวะอันตราย สัญชาตญาณที่สั่งให้เอาตัวรอดไหวระริกสั่งให้กลัว แต่ความมืดในตัวก็สั่งให้หัวใจเต้นตึกตัก อะดรีนาลีนหลั่งไหลไปทั่ว ยามต้องเห็นสิ่งที่น่าตื่นกลัว สารภาพมาเถิดว่ารู้สึกตื่นเต้น

ไม่ผิดหรอกที่จะกลัวความมืดดำในใจของตัวเอง ไม่ผิดหรอกที่จะหันหน้าหนีและปฏิเสธว่าตนเองมีมันอยู่ การต้องยอมรับว่าตัวเองมีสิ่งที่ราวกับสัตว์ป่าดุร้ายเย็นชาอยู่ในตัวคงจะยาก แต่รู้ไหม การที่มีความมืดอยู่ในใจไม่ได้หมายความว่าผิดปกติ ถ้าหากว่าไม่ถึงขั้นหลุดโลกอย่างชอบดูศพ หรือจู่ ๆ ก็อยากจะออกไปฆ่าหั่นศพคน (อาการที่ถือได้ว่าผิดปกติทางจิต) คุณก็ยังเป็นคนปกติคนหนึ่งที่เหมือนกับอีกหลายพันล้านคนทั่วโลก ที่ประกอบขึ้นจากความมืดเหมือนคุณไงล่ะ

 

 

- 3 -

 

แม้ว่าส่วนใหญ่แล้วฉันจะรู้สึกเฉยชากับโลก แต่บางครั้งก็อดไม่ได้ที่จะคับแค้น ฉันเกลียดโลกใบนี้ที่บังคับให้อะไร ๆ หมุนไปอย่างรวดเร็วตามใจมัน ฝีก้าวสุดแรงเกิดของฉันกลับตามไม่ทันแม้แต่ผู้คนที่เดินอย่างเอื่อยเฉื่อยภายนอก ฉันไม่เข้าใจว่าโลกนี้ต้องการอะไร ฉันควรจะตอบสนองมันอย่างไร คลับคล้ายว่าตัวฉันเองนั้นอยู่ในเปลือกไข่หรือดักแด้ที่ไม่สามารถมองเห็นโลกภายนอกได้ชัดนัก จึงพยายามเดินเท่าที่ทำได้อยู่ในเปลือก แต่ก็ไม่ทันใจโลกมันอยู่นั่นเอง มันยังพยายามบีบบังคับตลอดเวลาให้ฉันล้มลงไปอยู่ตรงจุดที่มันต้องการ โดยที่ไม่สนใจความรู้สึกเจ็บปวดและสับสนของฉันแม้แต่นิด

 

still tbc

สยองขวัญข้างบ้าน...

posted on 13 Jul 2010 14:25 by myartbox  in worthlesstalk

อยากอัพบ่นๆ เจอเรื่องไม่พึงประสงค์เท่าไร เอนทรีนี้มีแต่เล่าๆบ่นๆนะคะ 

ในซอยบ้านรุ เมื่อก่อนนี้มีบ้านไม่กี่หลัง บ้านรุเป็นบ้านท้ายสุดเลย
แต่แล้วก็มีคนนั้นคนนี้เข้ามาปลูกบ้านเรื่อยๆ (แหงสิ...)
ตอนนี้กลายเป็นบ้านกลางซอยไปแล้ว
บ้านท้ายซอยเป็นของยายขี้เหนียวคนนึง แกทำบ้านเช่าให้คนเช่า
ไม่ชอบเลย.....ไม่ใช่บ้านเช่าดีๆ เป็นแบบเล็กๆ อยู่เป็นครอบครัวไม่ได้
พวกที่มาเช่าเลยมีแต่นักเรียนมาเช่าซ่องสุม..... จะบอกว่าน่ากลัวมาก
ไม่อยากให้ละแวกบ้านเป็นแบบนี้เลย เสียใจมากๆ
แต่ก็กลางคืนไม่ออกจากบ้านอะไรแบบนี้ ก็เลี่ยงปัญหาเอาน่ะค่ะ

เมื่อปีที่ผ่านมาก็มีแม่ค้าในตลาดมาปลูกบ้าน อยู่ตรงข้ามบ้านรุแบบเยื้องๆหน่อย
คือบ้านรุรั้วมันยาว บ้านนี้ก็จะอยู่ตรงรั้วบ้านพอดี
แล้วก็ เขาอยู่คนเดียว

นอกจากเป็นคนเอะอะโวยวายฉิบหาย และไม่ค่อยมีมารยาทแล้วก็ไม่มีอะไร
จนกระทั่งคืนเมื่อวาน ตอนที่กำลังจะเข้านอน หมาก็เห่าผิดปกติมาก
แล้วก็ยังมีเสียงเหมือนคนทุบอะไร ปัง ปัง ปัง ปัง โคตรผิดปกติ... เลยออกมาดู
ก็ดูอยู่ในบ้านอะแหละค่ะ ในบ้านปิดไฟแล้ว มองออกไปก็เห็นข้างนอกตรงถนน

มีผู้ชายเสื้อดำนั่งทุบอะไรไม่รู้ เอาไม้ทุบๆๆ เดินไปเดินมา แล้วก็มานั่งทุบๆๆอีก
ลุกขึ้นมาเดินโซเซ แล้วทรุดลงไปนั่งอีก แล้วก็โซเซไปหาของมาทุบๆๆอีก
แล้วก็...........เดินมาส่องเข้ามาดูในรั้วบ้านรุ!!! เฮ้ยน่ากลัวมากกกกกกกกกก
มันก็ทำงั้นหลายรอบค่ะ เดินเป็นสามเหลี่ยม นั่งทุบ มาส่องรั้วบ้านรุ
ส่องทำไมวะ........กุกลัวนะเว้ย..........

โทรเรียกตำรวจค่ะ

ระหว่างที่ตำรวจยังไม่มา ไอ้หมอนี่ก็ไปกดกริ่งบ้านตรงข้าม
ค่ะ......บ้านที่อยู่คนเดียวน่ะค่ะ
ตอนแรกก็นึกว่ามันกดมั่วซั่ว ยังคิดว่าอย่าออกมานะ เดี๋ยวมันตีหัวเอาตายอะ
ปรากฏว่าพอออกมา อีก็ร้องตกใจ แล้วรีบมาประคองไอ้หมอนั่นเข้าบ้าน

..............เอ่อม..............? 

สรุปเจ๊รู้จักมันใช่มะ?? 

พอเปิดไฟในบ้าน ปรากฏว่ามีอีกหลายคนมาก........
ไหนว่าเจ๊อยู่คนเดียว??

แล้วคุณตำรวจก็มาถึง นอกบ้านไม่มีคนแล้วมีแต่ซากที่มันทุบๆๆๆไว้
คุณตำรวจเซนส์ดี ไปเรียกบ้านตรงข้าม ไม่รู้ว่ารู้ได้ยังไง
(ก็คงเพราะมันทุบของบ้าบออะไรของมันหน้าบ้านนั้นด้วยล่ะ)
พอเรียกปุ๊บ ไอ้คนเมื่อกี๊ก็ออกมา

เจ๊ข้างบ้านรีบดึงมันกลับเข้าไปซ่อน และปิดไฟในบ้านไม่ให้มองเห็น 

...................นี่เจ๊ไม่ใช่แค่รู้จักมันแล้วใช่มะ???

ตำรวจก็เตือนๆอะไรสักพักแล้วก็ไป พอตำรวจไปเจ๊ก็เปิดไฟในบ้าน
ผู้ชายอีกคนเดินออกมา บอกว่า "เฮ้ยไปแล้วๆ ออกมาได้"
คนอีกสี่ห้าคนในบ้านกรูกันออกมาดู ไอ้เสื้อดำก็ออกมา......อาละวาด

จะบอกว่าไม่ใช่อาการ คนเมาเหล้า แต่เป็นอาการ คนเมายา...
อาละวาดโวยวาย ถอดเสื้อโยนทิ้ง คว้าที่ตากผ้ามาฟาดแหลกไปทั่ว
ฟาดคน ฟาดของ ฟาดรถ ฟาดประตู อืม.....ดูอยู่ในบ้านยังโคตรกลัวเลยว่ะ
ไอ้พวกหลายๆคนนั้นก็มาช่วยกันจับ ร้องโวยววายกัน

โทรแจ้งตำรวจอีกรอบ

พอตำรวจมาถึงอีก เจ๊ก็รีบเอาไอ้เสื้อดำไปซ่อนอีก 
แต่ขอบคุณสวรรค์ คราวนี้คุณตำรวจไม่ยอมไปแล้ว ยังดูท่าทีต่ออีก
ไอ้พวกคนอื่นๆเลยขอตัวกลับหมด
(โดยพูดว่า "วันนี้ไปก่อนนะ" .......นี่มึงจะมาอีกใช่มั้ย??)
หลังจากเจ๊เอาไอ้เสื้อดำเข้าบ้าน ก็ออกมาคุยอะไรไม่รู้กับตำรวจ
ตำรวจก็คงทำอะไรไม่ได้มากกว่านั้น ก็เลยต้องไป....
เจ๊ก็ปิดไฟหน้าบ้าน ทำเหมือนเตรียมเข้านอน

แล้ว.....พอตำรวจไปลับตา เจ๊ก็เปิดไฟอีก

เจ๊......บ้านเจ๊ทำอะไรกันแน่คะ?? 


พฤติกรรมเจ๊น่าสงสัยจนไม่รู้จะพูดไงแล้วค่ะ
เจ๊รีบปิดไฟตอนตำรวจมา แล้วรีบเปิดไฟตอนตำรวจไป ส่งสัญญาณอะไรคะ??
แล้วเจ๊เอาใครที่ไม่ใช่คนในบ้านมาทำไรในบ้านตอนตีสองคะ?? ซ่องสุม?
แล้วเจ๊จะเมายากันบ่อยมั้ย?? อะไรของเจ๊เนี่ย เครียดนะเว้ย
ทำไมในละแวกบ้านมันกลายเป็นแบบนี้ เครียดมากๆค่ะตอนนี้ =*=

แต่ก็คงรอดูไปก่อน ถ้ามีเหตุการณ์แบบนี้บ่อยๆก็.... ก็.........

ก็จะทำไงดีวะ!?  

ขอกล่องแดงมาติดหน้าบ้านดีมั้ย?? 

+

ป.ล. จากเอนทรีโตโตโร่คือยมทูต 

สรุปคิดๆดูแล้วหลายตลบ สำหรับรุ โตโตโร่ก็เป็น "วิญญาณธรรมชาติ" อยู่ดีอ่ะค่ะ
ไม่ว่าจะตีลังกามองอีท่าไหนก็เป็นวิญญาณธรรมชาติ แถมเป็นมิตรด้วย
ถ้าซัทสึกิกับเมย์ตาย แล้วไปอยู่กับโตโตโร่ รุก็คงจะถือว่า "กลับสู่ธรรมชาติ"
ส่วนเรื่องมองเห็นตอนใกล้ตาย ก็คงไม่ใช่ประเด็นน่ะค่ะ.....

โทนาริโนะ โต๊ะโตโร่ะ โต๊ะโตโระ~ 

ผลของปีชง

posted on 08 Jul 2010 21:55 by myartbox  in worthlesstalk

เพื่อน อ. (นามไม่สมมุติ) มาปรึกษาบอกว่า ช่วงหลังมานี้เป็นอะไรก็ไม่รู้
ไม่รู้ทำไมถึงโมโหตลอดเวลาเลย หงุดหงิด ทั้งที่ไม่ได้มีอะไรเป็นต้นเหตุ
คนรอบตัวโดยเฉพาะคนใกล้ๆเช่นครอบครัวหรือแฟนจะโดนพิษสงเยอะมาก
อย่างคุยโทรศัพท์ก็หงุดหงิดตลอดเวลาขึ้นมาเฉยๆ จนเผลอทำน้ำเสียงแย่ๆ
ไม่สิ...ไม่ใช่เผลอ แต่ห้ามตัวเองไม่ให้หงุดหงิดไม่ได้ต่างหาก
แม้จะรู้ว่าตัวเองไร้เหตุผล แต่ก็หยุดหงุดหงิดไม่ได้ สุดท้ายต้องตัดสายวาง

ก็เลยถาม....เกิดปีหมูใช่ปะ จำได้ว่าปีเดียวกัน

เพื่อน อ. บอกว่าใช่

อืม...ไม่ต้องหาเหตุผลแล้ว คือแกชงว่ะ

+

ชง คำพูดที่หลายๆคนได้ยินทุกปี แต่คงไม่ค่อยเก็ท
สารภาพว่ารุเองก็ไม่เก็ทจนถึงเมื่อปีก่อนค่ะ ว่าชงแล้วมันจะทำไมนักหนา
แต่เมื่อปีก่อน (2009) พ่อและน้องชายโดนปีชง

ขอบอกว่า............บ้านแตก

แม่งหงุดหงิดอะไรกันนักหนาไม่รู้ แล้วพาลด้วยนะ
ทั้งกริยา คำพูด อาการ คือปีนั้นรุร้องไห้ไปหลายหนมากๆจากการโดนวีนใส่
ทุกวัน ทั้งวัน แม่งจะหงุดหงิดอะไรกันหนักหนา
น้องชายนี่ถึงขั้นทำลายข้าวของในบ้านเพราะโมโหบ่อยมาก

แล้วบรรยากาศของการหงุดหงิดเพราะชงมันจะนอยมากๆ
พูดแบบนิยายคือ เหมือนมีมีดยักษ์คมๆมากรีดทุกคนที่อยู่ในที่นั้นเลยล่ะค่ะ
อีคนที่หงุดหงิดก็พร้อมจะหงุดหงิดทุกเรื่อง เจออะไรก็ไม่ถูกตาไปหมด
แม้กระทั่งเรื่องที่ไม่มีอะไรเลยก็ยังหงุดหงิด ยิ่งรู้ว่าตัวเองไม่มีเหตุผลยิ่งหงุดหงิดโคตรๆ

และ.......รู้ตัวแล้วหยุดไม่ได้ด้วยนะ ปกติถ้ารู้ตัวว่าหงุดหงิดก็เบรคได้บ้างใช่มั้ยคะ
แต่ถ้าชงเหรอ..... ไม่ กูไม่อยากเลิกหงุดหงิด ก็กูหงุดหงิดอะ กูโมโห ใครจะทำไม 

ทำไมรู้เหรอคะ......แบบว่าปีนี้ชงเหมือนกัน 5555

ปีที่แล้วน้องชายกับพ่อ ปีนี้รุกับแม่
รุปีหมู ยังอยู่ในขั้นแค่ "ร่วมชง" แต่แม่ปีวอก ชงเต็มๆ ชงแบบไม่รู้จะชงยังไงแล้ว

สังเกตตัวเองได้ชัดมากเลยนะ เมื่อก่อนกับพ่อแม่ยังไงรุก็ไม่เคยแข็ง
ปีนี้...กูหงุดหงิดว่ะสัส บางทีพูดอะไรไม่ถูกหูหน่อยเดียวมันก็ปรี๊ดขึ้นมาเลย
ไอ้คนไม่เคยกล้าหืออย่างรุถึงขั้นกระแทกข้าวของระบายอารมณ์ใส่พ่อแม่เลยเชียว
ขนาดแค่ร่วมชงนะ............

แม่นี้ไม่ต้องพูดถึง ปกติแม่เป็นคนเก็บอารมณ์มาก มากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
แต่ปีนี้แม่จะปรี๊ดบ่อยมาก ปรี๊ดแรงด้วย แล้วก็จะบ่นๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆไม่หยุด
บางทีบ่นมากรุฟังแล้วเกิดปรี๊ดขึ้นมาอีกคนนี่ก็แย่กันเลยทีเดียว 

+

2553 ชงอะไรบ้าง กาแฟ? โอวัลติน? ชาเนสที?

ดูตามแผนภาพที่แสนจะง่ายอันนี้

จะเห็นว่าปีที่ชงและเขม่นกับปีเสือที่สุดคือปีวอกที่อยู่ทิศตรงกันข้าม ชง 100%
ส่วนปีขาลที่ตรงกับปีนี้พอดี เขาว่าทับเจ้า ชงครึ่งหนึ่ง 50%
อีกสองปีคือกุนและมะเส็ง จัดไป 25% (เป็นสัดส่วนดีจัง...)

ปีที่ชงนับเริ่มจากตรุษจีนปีนั้นถึงตรุษถัดไป
แต่ขอบอกว่าอาการชงน่ะ......เริ่มก่อน และจบทีหลัง =_=
ช่วงปลายๆปีก่อนถึงปีชงจะเริ่มๆมีอาการไร้เหตุผล หงุดหงิดง่ายแล้ว
และกว่าจะหายก็ต้องหลังตรุษปีถัดไปสักสองสามเดือน

และอาการชงจะมากน้อยต่างกันตามธาตุปีเกิดด้วยค่ะ
อย่างเช่นปีนี้เป็นปีที่ขาดธาตุน้ำ อะไรๆก็จะติดขัด
แต่รุเกิดปีกุนธาตุน้ำ ธาตุน้ำนี้จะช่วยหนุนนำให้รุผ่านอุปสรรคได้ง่ายขึ้น

ธาตุที่รุรู้ตอนนี้มี คนปีกุนที่ปีนี้อายุ 75 ธาตุไม้, อายุ 63 ธาตุไฟ, อายุ 51 ธาตุดิน,
อายุ 39 ธาตุโลหะ, อายุ 27 ธาตุน้ำ, อายุ 15 ธาตุไม้, อายุ 3 ธาตุไฟ

หรือคนปีวอกที่ปีนี้อายุ 78 ธาตุน้ำ, อายุ 66 ธาตุไม้, อายุ 54 ธาตุไฟ,
อายุ 42 ธาตุดิน, อายุ 30 ธาตุโลหะ, อายุ 18 ธาตุน้ำ, อายุ 6 ธาตุไม้

ส่วนปีอื่นๆรุไม่รู้เหมือนกัน... แบบว่ามีหนังสือแค่ปีของรุกับของแม่ง่ะ
ถ้าสนใจลองไปเมียงมองแถวซีเอ็ด เล่มนี้เจ๋งดีค่ะ (แต่หลังๆเน้นขายของไปนิด)

 

ไม่ได้โฆษณานะตัว....แค่แนะนำ

+

แล้วทำไงดี

หลายๆคนอีกนั่นแหละคงจะเคยได้ยินคนบอกให้ไปวัดเล่งเน่ยยี่
บูชาเครื่องรางมาพกไว้ซะ โดยเฉพาะเทพไท้ส่วย (ไท้ส่วยเอี๊ย)

แล้วก็รุสารภาพอีกนั่นแหละว่าเมื่อก่อนไม่เชื่อเล้ย.....ว่าจะช่วยอะไรได้
จนกระทั่งตัวเองชงเอง และมีเครื่องรางของตัวเอง ปรากกว่ามันได้ผลฟร่ะ
ไม่รู้ว่าพลาซีโบ หรือว่าได้ผลจริงๆ แต่สรุปคือมันได้ผล
ถ้าหงุดหงิดไร้เหตุผลนอยไม่รู้เรื่อง หยิบไท้ส่วยเอี๊ยมาถือสักพักสงบใจได้
(ฟังดูไม่น่าเชื่อไงไม่รู้.....)
และขอบอกว่าอาการเจ็บเนื้อเจ็บตัว บาดเจ็บบ่อยๆก็หายไปด้วยค่ะ

แต่ เอ่อ...รุทำหายไปสักช่วงนึงแล้วอะ
ไม่รู้ใส่ไว้ในกระเป๋าไหน แล้วโดนใครเอาไปเก็บที่ไหน ไม่ได้พกมาสองเดือนแล้วมั้ง
ขอบอก........ซวยเช็ดค่ะ = = เจอเรื่องซวยๆบ่อย แผลอื้อซ่า ป่วยอีก

ไท้ส่วยเอี๊ยขาาาา กลับมาหาหนูเถอะะะะะ 

เฮ้ย!! นอกเรื่อง! เข้าฝั่ง!!

.....

ถึงไหนแล้วอะ อ๋อ ทำยังไงดี

คือไม่ใช่ทุกคนที่จะมีโอกาสไปบูชาเครื่องรางมาพกแก้หงุดหงิดใช่ไหมคะ

รุคิดว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือคุณต้องรู้ตัวก่อนว่า เฮ้ยปีนี้กูชงนะ
เวลาหงุดหงิดก็จะสามารถบอกตัวเองได้ว่า อ๋อ...กูชงไง
การที่บอกตัวเองได้ว่านี่ที่กูหงุดหงิดคือชงนะ จะดีกว่ารู้สึกว่าตัวเองไร้เหตุผล
เพราะถ้าคิดว่ากูแย่ว่ะ กูหงุดหงิดอะไรวะ โอ้ยหงุดหงิด มันก็จะยิ่งไปกันใหญ่น่ะค่ะ

พอรู้ตัวบ่อยๆเข้าว่าชง เริ่มหงุดหงิดแบบนั้นปุ๊บจะรู้เลย
มันจะไม่เหมือนหงุดหงิดแบบมีเหตุผล มันจะพุ่งปรี๊ดขึ้นมาเฉยๆ และไม่ยอมสงบ
................น่ากลัวนะขอบอก 

จากประสบการณ์ตรง ถ้าหาเหตุผลให้ตัวเองได้ว่าโมโหเพราะชงนะ จะดีขึ้น
ถึงแม้ว่าอาจจะไม่หายปรี๊ดทันที แต่ก็ยังทำให้มีแก่ใจมองเหตุการณ์รอบๆดีขึ้น

หวังว่าเพื่อน อ. คงได้ข้อมูลละเอียดขึ้น และสามารถหยุดตัวเองได้เมื่อปรี๊ด (ฮา)
อย่าลืมบอกอีกฝ่ายไว้ด้วยว่าชงนะอะไรนะ และอย่าลืมรู้ตัวด้วยเวลาปรี๊ด
อย่าเลยเถิดเหมือนพ่อกับน้องชายรุ ที่ทำรุนั่งน้องไห้น้ำตาเช็ดหัวเข่า (?)
ปรี๊ดได้ แต่ต้องรู้ตัวด้วยว่าอีกฝ่ายไม่ได้ผิดอะไร อย่าสักแต่ว่า "กูจะปรี๊ด" นะจ๊ะ

+

สรุปบล็อกวันนี้มันได้ความรู้อะไรมั่งเนี่ย....
กะจะเขียนให้ละเอียดๆ แต่พอลองเขียนดูกลับไม่ค่อยมีอะไรจะเขียนอย่างที่คิดแฮะ

ฮืออออออออ ยินดีหาที่เปรียบมิได้
อยู่มาจะสามสิบปี ในที่สุดก็จะมีห้องเป็นของตัวเอง ;A;
บรรยายความยินดีเป็นคำพูดไม่ได้

ณ ตอนนี้ไม่มีอะไรของตัวเองเลย ไม่มีห้องนอน ไม่มีห้องทำงาน
เวลาทำงานต้องแบกคอมร่อนเร่ไปเรื่อย หลังบ้าน หน้าบ้าน ห้องแม่
เวลานอนก็ไปปูที่นอนแทรกๆตรงพื้นห้องแม่
ของใช้ส่วนตัวจะมีก็ไม่ได้ เพราะไม่มีที่เก็บ..
ความเป็นส่วนตัวคืออะไรคะไม่รู้จัก ฮะๆๆๆ *หัวเราะทั้งน้ำตา

แต่อีกไม่ถึงปี เราจะมีห้องแล้วอ่ะ ห้อง!! ห้องอะ!!!!!

ฮือออออ เราจะมีที่ทำงาน เราจะมีที่นอนที่นอนคนเดียวได้
เราจะมีที่ไว้ของ เราจะเก็บของใส่ตู้ไม่อยากให้คนอื่นยุ่งก็ได้
เวลาหงุดหงิดหรือเศร้า เราจะเข้าห้องปิดประตูก็ได้!!!

โอ๊ย พูดแล้วน้ำตาจะไหล

พระเจ้า ขอบคุณค่ะ ฮะๆๆๆ *หัวเราะทั้งน้ำตาอีกที

+

ถ่ายรูปพื้นที่ส่วนตัวเล็กๆของเราไว้หน่อย ก่อนจะทำบ้านใหม่

ทั้งชีวิตมีตู้เดียวนี่แหละ วางเบียดเบียนที่อยู่ในห้องน้องชาย

ไอ้สติ๊กเกอร์ที่แปะอยู่นี่คือเฮอร์ริเคนโซนิค สุดยอดยาหยีที่แข่งจนพังไปแล้ว..

ส่วนกล่องข้างล่างนี้คือกาชาปองไมฮิเมะ ไมโอโตเมะทั้งหลาย orz

อนาถนะ...ต้องเอากาชาปองมายัดๆรวมกันในกล่อง เพราะไม่มีที่จะวาง

+

ใกล้เข้ามาอีกหน่อย (พร้อมรูปใหญ่ จะโชว์ทำไมก็ไม่รู้ มีของน่าโชว์นักนี่)

มีการ์ตูนที่หวงๆอยู่อีกนิดหน่อย วางเบียดๆอยู่ในตู้เก็บการ์ตูนของบ้าน
แต่ถ้านับสมบัติส่วนตัว ...ทั้งชีวิตก็มีแค่นี้แหละ orz
ต่อไปคงจะมีโอกาสมีเยอะขึ้นล่ะมั้ง......

โตโตโร่คือยมทูต

posted on 26 Jun 2010 10:06 by myartbox  in others

จาก http://densetu.com/jiburi/totoro.html (ที่อ่านรู้เรื่องนิดเดียว)

ฮะจังคุงเอามาแปลแล้วที่ http://hakuro.exteen.com/20100625/entry-1

สปอยล์เนื้อเรื่องและทำลายความฝันมาก ถ้าไม่มั่นใจอย่าจิ้มค่ะ
รับรองว่าทำลายหัวจิตหัวใจกว่าที่จั่วบนหัวบล็อกอย่างแรงมาก

อยากรู้ว่าคนที่อ่านแล้ว จะมีกะใจร้อง "โทนาริโนะ โต๊ะโตโระ โต๊ะโตโระ"
อย่างมีความสุขเหมือนเดิมอีกไหม... (แต่รุไม่แล้วล่ะ ;___;)

+

ตอนแรกก็คิดนะว่าเป็นการทำลายความฝัน
แต่พออ่านไป...พอมันเหมือนจะลงล็อคกันจริงๆ ก็รู้สึกเศร้ามากกว่า
ถ้าอิงจากฐานเรื่องจริง และเรื่องเป็นแบบนั้นจริง มันจะเศร้าเกินไปนะ
จริงอยู่ที่เราต่างก็รู้กันว่า การ์ตูนจิบลิไม่ใช่การ์ตูนเด็กแน่ๆ
แต่อย่าให้มันหนักหนาขนาดนี้จะได้ไหม...........

+

ตอนนี้อารมณ์คืออยากไปหามาดูอีกรอบมากๆ อยากไล่ละเลียดดูทีละช็อต
ดูตามที่ถูกเขียนวิเคราะห์ไว้ในนี้
ตอนแรกคิดว่าบ้าๆบอๆนะ แต่ว่ามันก็มีหลายจุดที่เนื้อเรื่องเป็นอย่างนั้นจริงๆ
(ไม่สิ ก็เขียนวิเคราะห์ตามเนื้อเรื่องนี่นา - -")
หมายถึงเราก็คิดว่า เออ จริงด้วย อย่างตอนแรกที่ดูตอนจบก็คิดว่าแปลกนะ
มาถึงที่แล้วแท้ๆ ทำไมไปนั่งหัวเราะกันบนต้นไม้ มองแม่แต่ไม่เข้าไปพบ
และฉากกลางเรื่องอีกหลายๆฉาก โดยเฉพาะตอนออกตามหาเด็กๆ
ว้า...ไม่รู้สิ ตอนนี้ไม่อยากวิจารณ์หรือคิดอะไรต่อแล้วละ ก็มันเศร้าเกินไปนี่นา

(แถมยังคิดต่อยอดได้อีก ก็ตอนแรกเมย์บอกให้โตโตโระ "พาไปหาแม่" สินะ..)

+

ขอบคุณทุกความเห็นจากเอนทรีที่แล้วนะคะ ตอนนี้รุก็พยายามคิดว่าอีกไม่นาน
ไม่ได้บอกว่าทำงานแล้วจะมีชีวิตที่ดีกว่านี้มากๆหรอก แต่ตอนนี้ก็อย่างที่เขียนไปน่ะค่ะ
รุรู้ว่าการมีเงินเยอะๆไม่ใช่จะมีความสุขมากๆ ที่รุอยากทำงานก็ไม่ใช่เพราะอยากรวย
ก็อาจจะแค่รู้สึกว่าเป็นมนุดดาวไร้ค่า เลยอยากหนีให้พ้นจากตัวเองตอนนี้ก็ได้
(ไม่แน่หรอก พอทำงานแล้วก็มาบ่นเหมือนเดิมแหละ บ่นเรื่องงาน)

แต่ตอนนี้รุหวังกับตรงนี้น่ะค่ะ

"มีผู้ใหญ่ท่านหนึ่งบอกว่า การที่รุยังไม่เคยผ่านงานทำให้มุมมองของรุเด็ก
เพราะสังคมในมหาวิทยาลัยมันจะเด็กๆ ง้องแง้ง ไม่เหมือนสังคมทำงาน
ถ้ารุผ่านการทำงานไปสักปีสองปี รุจะไม่เป็นแบบนี้เลย
ทั้งการพูดจา ความคิด การสื่อสาร การทำความเข้าใจ
รุจะพูดจาคนละภาษากับตัวเองตอนนี้ด้วยซ้ำ"

ตอนที่ผู้ใหญ่ท่านนั้นสอนว่าแบบนี้ รุยกมือไหว้ น้ำตาแทบไหล
รุเองก็คงจะสามารถเปลี่ยนแปลงได้ล่ะมั้ง
เมื่อถึงเวลาที่โตขึ้น ถ้าหากว่าตัวเองคนที่ตัวเองไม่ชอบเปลี่ยนแปลงไปได้ก็คงจะดี