สรุปรวบยอดการไปวัด
posted on 18 May 2008 00:48 by myartbox in othersสรุปไปวัดมา 7 คืน 6 วัน... อัพบล็อกได้ตลอด 6 วัน 55555555
แล้วไปวัดทำไม!!!
+
บล็อกที่อัพจากวัด เชิญที่ >>เอนทรีโน้น<< ค่ะ
(พิมพ์จากมือถือได้ทีละร้อยกว่าตัว เก็บกด อัพได้น้อย ฮ่วย!)
ส่วนรูปที่ถ่ายมา เชิญที่ >>เอนทรีนั้น<< ค่ะ แต่โหลดโหดมากนะ
และไม่ใส่ thumb นะ ไม่รู้จะทำไปทำไม ใส่ thumb แล้วก็ต้องกดดูอยู่ดี ไร้สาระจริงๆ
เพราะฉะนั้นถ้าใครคลิกไปแล้วห้ามบ่นให้ได้ยินนะยะว่าโหลดโหด เราเตือนคุณแล้ว
ถึงตาว ถ้าอ่านแล้วไม่กลัวหนีไปจะดีมาก 5555+
+
อย่างที่เล่าว่าวัดนี้เคยไปมาแล้ว แล้วติดใจบรรยากาศ ก็เลยไปอีกซะเลย
ปรากฏว่าเปลี่ยนไปเยอะเหมือนกันนะ เมื่อก่อนถนนแบบที่รถวิ่งผ่านได้นี่ไม่มี (ถึงจะเป็นลูกรังก็เถอะ)
มีแต่ทางเดินเล็กๆ แคบๆ แฉะๆ (ก็อีรุลงมาจากวัดมาเจอถนนในเมืองแล้วตกใจอ่ะ)
แต่เดี๋ยวนี้ดูสะดวกขึ้นมาก มีถนนลูกรังกว้างๆ รถวิ่งได้ ค่อนข้างอึกทึกกว่าเมื่อก่อนมากเลย...
กุฏิให้พักก็สร้างเพิ่มเยอะแยะ ศาลาก็ใหญ่กว่าเก่า แถมมีลานปฏิบัติธรรมสร้างสวยๆไว้อีก
แต่ก็ยังเป็นวัดป่าอยู่นะ ตกกลางคืนมานี่... เงียบ สังเกตได้เลยว่าเงียบแบบธรรมชาติเป็นยังไง
แล้วก็มืดมากๆ เวลานอน ตื่นมาเข้าห้องน้ำดึกๆที่ตาชินกับความมืดแล้วก็ยังมองไม่เห็นอะไรเลย
เพราะงั้นเลยหลับได้สนิทมากๆ ยกเว้นหนาวจนตื่นอ่ะนะ...
ประมาณว่าตอนนอนไม่หนาวเท่าไร ใส่เสื้อชั้นเดียว
พอใกล้เช้าล่ะนึกด่าตัวเอง ทำไมกูไม่ใส่หลายๆชั้นหน่อยว้าาา
จะลุกขึ้นมาใส่เพิ่มก็เสียดายเวลานอน เพราะต้องตื่นตีสามครึ่ง กร๊ากกกกกกกก
อากาศดีมากถึงมากที่สุด ไม่มีอากาศภูมิแพ้โผล่มาให้เจอเลย
ขนาดเด็กบ้านนอก 100% อย่างรุยังพูดแบบนี้ คนกรุงมาเจอเข้าสงสัยดีใจจนเพ้อ...
+
อาหารอร่อยมาก น้ำปานะอร่อยที่สุด
สองวันแรกพลาดดดด... ไม่ได้คิดว่าน้ำปานะจะเป็นน้ำที่อร่อยเทพเช่นนี้ ก็เลยไม่ไปกิน
(ขี้เกียจเดิน นอนกลิ้งอยู่ห้องกินนมดีฝ่า) พลาดจนไม่รู้จะพลาดยังไง อยากย้อนเวลากลับไปกิน!!! 5555~
น้ำที่ได้กินมี น้ำมันเทศ (มันที่สีเหลือง เปลือกสีม่วง ที่เค้าเอามาปิ้งขายอ่ะ) ปั่นละเอียดเหมือนกินซีรีแล็ค
(เคยกินเหรอวะ) หอม หวาน มัน....โฮกกกกกกกกกก วันต่อมาน้ำข้าวโพด ต่อมาน้ำถั่วดำ
สองอันนี้ก็อร่อยโฮก (ทุกวันตักใส่ขวดกลับไปกินที่ห้อง) แต่ไม่ค่อยอยู่ท้อง
เพราะข้าวโพดกับถั่วดำมันไม่ค่อยมีเนื้อมีหนัง วันสุดท้ายเป็นน้ำสีเทาๆ หวานๆ มันๆ เราก็คิดว่าเผือกนะ
แต่แม่บอกว่าเป็นมันอีกชนิดนึงง่ะ (แต่นู๋ว่าเผือก!! <--- เถียงในใจ)
เขาบอกว่าพวกที่มาปฏิบัติธรรมเข้ม 40 วันจะมีน้ำปานะ 40 ชนิดให้กินไม่ซ้ำวันเลย ...
จริงหรือเปล่าไม่รุ รู้แต่อยากไปกิน T_T!!
+
เนื่องจากกรรมฐาน (หรือกัมมฐาน <-- ภาษาบาลีไม่มี รร) คือการฝึกจิตโดยมีฐานอยู่ที่การกระทำ
เพราะงั้นจะนั่งยกมือ หรือเดิน ก็เป็นกรรมฐานเหมือนกัน
รุชอบนั่งยกมือมากกว่า เพราะเดินแล้วมันเพลินเกินไป(เป็นคนชอบเดินเล่น -*-)
แต่ถึงกระนั้น ไอ้ที่ไปเนี่ย ถูกบังคับให้ปฏิบัติวันละ 11 ชั่วโมงโดยประมาณอยู่ 4 วัน 4 คืนถึงเพิ่งจะ
"พอจะเข้าใจอะไรบ้างนิดหน่อย" ถ้าคนที่มีเวลาไปวัดแต่เสาร์อาทิตย์ รุว่าคงจะเข้าใจจุดนี้ไม่ได้
อาจจะได้ความสงบจากวัดกลับมานิดหน่อย แต่คงไม่เข้าใจการปฏิบัติงิ
(แต่เดินวันละ 11 ชั่วโมงนี่...กลับมากางเกงหลวมอ่ะ 5555+ แต่น้ำหนักเท่าเดิมนะ)
รุก็ได้อะไรกลับมาบ้างเหมือนกัน
/me เปิดสมุดที่จดมาเอามาลอกลงบล็อก
คือรุเนี่ยเมื่อก่อนเป็นคนที่แบบว่า คิดเรื่องนั้นอยู่ เฮ้อ กลุ้มใจจัง
กำลังคิดอยู่เรื่องโน้นเข้ามาอีกละ อ้าว คิดอันไหนก่อนดีวะ คิดมันพร้อมๆกันนี่แหละ
ยังไม่ได้คำตอบสักเรื่อง เรื่องใหม่เข้ามาอีกแล้ว ตีกันยุ่งเหยิงไปหมด
คิดนานๆแล้วก็เหนื่อย หมดสภาพ นอนไม่หลับ (เพราะเอ็งเครียดเล่นคอมเยอะมากกว่ามั้ง...)
ความคิดเย้ออออ เลยเข้าใจง่ายมั้งเวลาปฏิบัติได้
รุคิดว่า คนเราถ้าอยากจะจมอยู่กับความคิดจะไม่อยากขยับตัว
สังเกตตอนที่ตัวเองซึมเศร้าก็จะอยากนอนแบ็บอยู่เฉยๆเหมือนกัน
คงเพราะว่าการขยับตัวเนี่ยมันทำให้ความคิดสะดุด (จริงๆนะ)
คนที่คิดอะไรไปเรื่อยๆจึงนั่งซึมอยู่เฉยๆ
ส่วนใหญ่ก็ตัดสินใจอยากจะคิดกันเองนั่นแหละ ประมาณว่า masochism..
ไม่อยากให้เรื่องราวที่สร้างสรรขึ้นมาในหัวมันขาดช่วง เลยนั่งซึมกระทือไม่ขยับ
สังเกตว่าคนที่มีเรื่องกลุ้มใจ มีทุกข์ (หรืออาจจะมีสุขก็น่าจะเกี่ยวนะ) จะยกมือไม่ขึ้น
อันนี้รุว่าคงเป็นเพราะสมองทำงานสร้างความคิดกับสั่งการร่างกายพร้อมกันไม่ได้
ถ้าจะรับรู้แบบใส่ใจต้องรับรู้อย่างใดอย่างหนึ่ง
โดยเฉพาะการขยับที่มีสเต็ปที่ทำให้สมองต้องใส่ใจขยับร่างกายมากขึ้น
ทำงานหนักขึ้นที่จะสร้างความคิดที่ต่อเนื่องเป็นช็อตๆ จนในที่สุดความคิดก็ขาดตอน
เพราะงั้นช่วงแรกๆที่คนมาปฏิบัติถึงได้รู้สึกว่ามันยากมาก (แค่คิดถึงปังย่ารุก็ยกมือไม่ขึ้นแล้ว -*-)
ไม่เฉพาะคนที่ทุกข์หรอกมั้ง ก็คนที่มีอะไรอยากคิดไปเรื่อยๆทุกคนนั่นแหละ
การขยับตัวแรกๆก็ทำให้คนมีสติจดจ่ออยู่กับปัจจุบันไม่ได้หรอก
แต่ก็ทำให้ความคิดขาดเป็นช่วงๆได้
(แต่ต้องพยายามมากเลยที่จะบังคับตัวเองให้ขยับ เพราะมันฝืนธรรมชาติการชอบคิด)
พอการคิดเป็นเรื่องยาวๆมันเหนื่อย สมองมันก็เลิกพยายามไปเอง...
เช่นการขยับ 14 สเต็ป ตอนแรกคนที่ทำก็กำหนดความรู้สึกที่มือไม่ได้หรอก ขยับยังผิดๆถูกๆเลย
แต่บังคับทำไปเรื่อยๆใช้เพื่อเป็นเครื่องมือบังคับตัวเองให้ความคิดยาวๆมันขาดช่วง
พอผ่านไปสักสามสี่วัน 14 สเต็ปก็กลายเป็นการเคลื่อนไหวที่เคยชิน แถมความคิดยาวๆก็ไม่มีแล้ว
ทุกคนที่ไปปฏิบัติจะมารู้สึกดีขึ้นเอาช่วงนี้ (แทบทุกคนจริงๆ ยืนยันจากการสัมภาษณ์รายตัวหลังจบแคมป์)
เมื่อไม่คิด+ขยับลื่นไหลไปเรื่องๆ ถึงจะค่อยมาจับสัมผัสเคลื่อนไหวของแขนตัวเองได้
อีกอย่างพอสมองทำงานกับความคิดน้อยลงแล้วความรู้สึกที่ร่างกายมันก็มากขึ้นเองแหละ
ไอ้ที่รุทำได้น่ะก็คือนั่งขยับมือไปเรื่อยๆ พอรู้สึกว่ามือมันขยับ หยุด ขยับ หยุด ไปก็เพลินดี
นั่งมองโน่นมองนี่ไม่ได้คิดอะไร แค่นี้แหละ - - แต่ไอ้ไม่ได้คิดอะไรนี่เยี่ยม... รู้สึกสมองมันโล่งมาก
จริงๆก็มีเรื่องโน้นเรื่องนี้ผุดขึ้นมานะ แต่มันแบบไงล่ะ ไหลฟิ้ววววออกไป ไม่มาหมกตัวตีกันอยู่ในสมองเราอีกน่ะ
เวลายกมือหรือเดินจงกรม บางทีจะมีหน้าคนที่เกลียด หรือแค้น หรือชอบ อะไรแบบนี้ผุดขึ้นมา
พระอาจารย์สอนว่า
มมให้ใช้เท้าที่กำลังเดินจงกรมนั่นแหละ เหยียบ!มันลงไปเลยโยม เอาให้จมดิน มาทางไหนกลับไปทางนั้น
สูตรนี้เยี่ยมมมมมมม
รุก็เดินเหยียบสนุกไปเลย 5555555 หน้าคนแถวนี้ก็จมดินไปหลายหนอยู่
แต่ฮาวล์คุงนี่โดนเหยียบบ่อยมาก ยืนกระทืบอยู่นานกว่าจะจมมิด 555+
พ่อมดอะไร เอาแต่ใจตัวเอง ไล่ก็ไม่ไป
+
about น้องตาว
ที่รุหื่นโฮกไปในเอนทรีเก่า มาได้คุยกันเอาวันสุดท้าย
ก็คิดว่าไปวัดก็ควรสำรวมกริยา.... คิดว่าจะทักอยู่ - แต่สมควรหรือเปล่าว้าาาา
ได้คุยกันนิดเดียวก่อนกลับ ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับน้องเค้าเลย
รู้แค่ว่ามาจากอุตรดิตถ์ คุณแม่เป็นหมอ แต่ตาวไม่ได้เรียนหมอ
สอบเข้าศิลปากร คณะโบราณ เอกอักษรภาษาอังกฤษ ได้คะแนนเอนท์เจ็ดพันกว่า
แต่เข้ารับตรง ไม่ได้ใช้คะแนนเลือก
.....แค่นี้เอง ไม่รู้อะไรเลยจริงจริ๊ง..... *3*)~ ugyuuuu
อาศัยความคิดว่าด้านได้อายอดคนเราจะมาเจอกันได้ก็แสนยาก
ถ้าไม่ได้รู้จักกันอาจจะไม่ได้เจอกันอีกเลยก็ได้ ก็เลยเอาอีเมล์ไปฝากคุณหมอแม่เอาไว้
แต่แล้วก่อนกลับก็ได้คุยกัน - -)b
ตั้งใจไว้ว่าผ่านไปแถวๆท่าพระจันทร์จะชวนไปกินข้าวเล่นอยู่เหมือนกัน
(จากนั้นก็ชวนไปงานคอมิคปา จากนั้นก็ลากเข้าคอมมูน... เฮ้ย?!)
(/me ดึงเสื้อตาวไว้ ห้ามวิ่งหนี!!!)
+
สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าพระอาจารย์
ขอนินทาหน่อยเห๊อะะะะะ
พระอาจารย์ช่างไม่ละทางโลกเอาเสียเลย - -"
รุยอมรับนะว่าพระเป็นคนที่เก่ง มองคนออก สอนคนได้ตรงจุด
แต่...พระอาจารย์ไม่ใช่พระปฏิบัติอ่ะ แถมยังวางโต
นัยว่าละกิเลสไม่ได้...
ไม่นินทาละเอียดนะ เดี๋ยวอาสนะพระท่านมันจะร้อน ฮา
ไม่ค่อยสบอารมณ์อยู่เรื่องคือ พระแกเอาใจพวก"คุณนาย"เหลือเกิน จนมันเกินไปหน่อย
อย่างคุณหมอแม่ตาวก็โดน หรือคุณนายภรรยาเจ้าของโรงพยาบาลอะไรสักอย่างก็ด้วย
พระแกจะ "คุณนายเป็นยังไงบ้างละ? ปฏิบัติได้บ้างไหม?"
"คุณหมอวันนี้เป็นยังไง?"
"คุณหมอช่วยกล่าวสรุปหน่อย"
"คุณนาย......"
อยู่แบบนี้ละ - -"
ก็เข้าใจนะว่าทางวัดดีใจถ้ามีผู้มีอันจะกินมาให้กิน เอ้ย พูดอะไรออกไปวะเนี่ยกู
ไม่ใช่อะไรหรอกนะ...แต่ให้มันเก็บอาการหน่อยท่าน
แม่รุนี่สั่งห้ามคนที่ไปด้วยกันบอกพระนะว่าเป็น"คุณนาย" เดี๋ยวจะโดนเรียกให้กล่าวสรุป
กร๊ากกกกกก
แม่บอกว่าทั้งเจ้าอาวาสวัด และพระที่ปฏิบัติอย่างสงบรูปอื่นๆ
เค้าแยกออกไปตั้งวัดป่าสงบๆที่ใหม่กันแล้ว - -" เหลือที่นี่ให้พระรูปนี้ดูแล
ก็คงจะเป็นคนที่มีอำนาจตัดสินใจละนะ แต่รุไม่ชอบเลยที่พระทำตัวเหมือนตัวเองใหญ่คับวัด - -"
(เออ พระอาจารย์ที่สอนเรายังเรียกพระสงฆ์ด้วยลักษณะนามว่า องค์ อยู่เลยอ่ะ -*-)
+
ไหงกลับจากวัดมานินทาพระฟะ แย่ๆ - -
พอละ!!! ง่วงจนจะสลบอยู่แล้ว เพราะนอนสามทุ่มมานาน 5555+
ขอบคุณที่ติดตามอ่านกันนะคะ ~(*E*
)
พระอาจารย์ก็เลยบอกว่า "จำแต่สิ่งที่สอน ลืมในสิ่งที่เป็น *3*)~ " (เอ...แกแหย่เล่นมั้ง)
#1 By Villetta on 2008-05-18 08:38