โตโตโร่คือยมทูต

posted on 26 Jun 2010 10:06 by myartbox in others

จาก http://densetu.com/jiburi/totoro.html (ที่อ่านรู้เรื่องนิดเดียว)

ฮะจังคุงเอามาแปลแล้วที่ http://hakuro.exteen.com/20100625/entry-1

สปอยล์เนื้อเรื่องและทำลายความฝันมาก ถ้าไม่มั่นใจอย่าจิ้มค่ะ
รับรองว่าทำลายหัวจิตหัวใจกว่าที่จั่วบนหัวบล็อกอย่างแรงมาก

อยากรู้ว่าคนที่อ่านแล้ว จะมีกะใจร้อง "โทนาริโนะ โต๊ะโตโระ โต๊ะโตโระ"
อย่างมีความสุขเหมือนเดิมอีกไหม... (แต่รุไม่แล้วล่ะ ;___;)

+

ตอนแรกก็คิดนะว่าเป็นการทำลายความฝัน
แต่พออ่านไป...พอมันเหมือนจะลงล็อคกันจริงๆ ก็รู้สึกเศร้ามากกว่า
ถ้าอิงจากฐานเรื่องจริง และเรื่องเป็นแบบนั้นจริง มันจะเศร้าเกินไปนะ
จริงอยู่ที่เราต่างก็รู้กันว่า การ์ตูนจิบลิไม่ใช่การ์ตูนเด็กแน่ๆ
แต่อย่าให้มันหนักหนาขนาดนี้จะได้ไหม...........

+

ตอนนี้อารมณ์คืออยากไปหามาดูอีกรอบมากๆ อยากไล่ละเลียดดูทีละช็อต
ดูตามที่ถูกเขียนวิเคราะห์ไว้ในนี้
ตอนแรกคิดว่าบ้าๆบอๆนะ แต่ว่ามันก็มีหลายจุดที่เนื้อเรื่องเป็นอย่างนั้นจริงๆ
(ไม่สิ ก็เขียนวิเคราะห์ตามเนื้อเรื่องนี่นา - -")
หมายถึงเราก็คิดว่า เออ จริงด้วย อย่างตอนแรกที่ดูตอนจบก็คิดว่าแปลกนะ
มาถึงที่แล้วแท้ๆ ทำไมไปนั่งหัวเราะกันบนต้นไม้ มองแม่แต่ไม่เข้าไปพบ
และฉากกลางเรื่องอีกหลายๆฉาก โดยเฉพาะตอนออกตามหาเด็กๆ
ว้า...ไม่รู้สิ ตอนนี้ไม่อยากวิจารณ์หรือคิดอะไรต่อแล้วละ ก็มันเศร้าเกินไปนี่นา

(แถมยังคิดต่อยอดได้อีก ก็ตอนแรกเมย์บอกให้โตโตโระ "พาไปหาแม่" สินะ..)

+

ขอบคุณทุกความเห็นจากเอนทรีที่แล้วนะคะ ตอนนี้รุก็พยายามคิดว่าอีกไม่นาน
ไม่ได้บอกว่าทำงานแล้วจะมีชีวิตที่ดีกว่านี้มากๆหรอก แต่ตอนนี้ก็อย่างที่เขียนไปน่ะค่ะ
รุรู้ว่าการมีเงินเยอะๆไม่ใช่จะมีความสุขมากๆ ที่รุอยากทำงานก็ไม่ใช่เพราะอยากรวย
ก็อาจจะแค่รู้สึกว่าเป็นมนุดดาวไร้ค่า เลยอยากหนีให้พ้นจากตัวเองตอนนี้ก็ได้
(ไม่แน่หรอก พอทำงานแล้วก็มาบ่นเหมือนเดิมแหละ บ่นเรื่องงาน)

แต่ตอนนี้รุหวังกับตรงนี้น่ะค่ะ

"มีผู้ใหญ่ท่านหนึ่งบอกว่า การที่รุยังไม่เคยผ่านงานทำให้มุมมองของรุเด็ก
เพราะสังคมในมหาวิทยาลัยมันจะเด็กๆ ง้องแง้ง ไม่เหมือนสังคมทำงาน
ถ้ารุผ่านการทำงานไปสักปีสองปี รุจะไม่เป็นแบบนี้เลย
ทั้งการพูดจา ความคิด การสื่อสาร การทำความเข้าใจ
รุจะพูดจาคนละภาษากับตัวเองตอนนี้ด้วยซ้ำ"

ตอนที่ผู้ใหญ่ท่านนั้นสอนว่าแบบนี้ รุยกมือไหว้ น้ำตาแทบไหล
รุเองก็คงจะสามารถเปลี่ยนแปลงได้ล่ะมั้ง
เมื่อถึงเวลาที่โตขึ้น ถ้าหากว่าตัวเองคนที่ตัวเองไม่ชอบเปลี่ยนแปลงไปได้ก็คงจะดี

Comment

Comment:

Tweet

โมเดลของพี่ที่อยู่ในตู้ใช่ ( *ซูบารุ ) อ่ะป่ะเน้อ
*ในเรื่องนาโนฮะอ่ะ
ช่วยตอบหน่อยฮับ
(>w<)/
confused smile cry

#15 By ชอบก็คือชอบ (110.49.227.74) on 2011-09-15 21:33

ที่บอกว่าทำลายความฝันน่ะไม่ใช่โตโตโร่หรอกครับ แต่หมายถึงคนที่วิเคราะห์เรื่องพวกนี้ออกมาต่างหาก
แต่ตอนนี้ก็ทำใจได้แล้วหละน้า

ถ้าอยากอ่านบทวิเคราะห์ของเรื่องอื่น เดี๋ยวจะแปลให้นะครับ

#14 By HAKURO on 2010-06-28 16:21

ทำลายความฝันรึ???

ไม่เชิงแฮะ การเลือกเล่าเรื่องมีพื้นฐานจากเรื่องจริง มันทำให้พื้นของเรื่องมันแน่นขึ้นด้วยตัวมันเองอยู่แล้ว

อีกอย่างหนึ่ง คือ กว่าจะโตมาจนรู้เรื่องนี้ ความฝันวัยเด็ก มันโดนทำลายมานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว

หัวใจมันตายด้าน

------------------------------



เผอิญได้มีโอกาสคุยกับเพื่อนคนหนึ่งที่เพิ่งจบโทในปีนี้

เขาบอกว่า เคยรู้สึกอย่างนี้เหมือนกัน

ทางออกที่เขาเลือกคือ เขาเลือกที่จะเหนื่อยขึ้นเป็นสองเท่าครับ กล่าวคือ เขารับเป็นฟรีแลนซ์แปลหนังสือไปด้วย เพื่อนำเงินมาเป็นค่าใช้จ่ายส่วนตัว

ช่วงแรกๆ นั้นยอมรับว่าเหนื่อยและเครียดมาก เนื่องจากยังแบ่งเวลาไม่ได้ดีนัก อีกทั้งงานที่ทำก็กินเวลาซ้อนทับกับงานโปรเจคเรียนในหลายครั้ง ทว่าสุดท้ายแล้ว ผลที่ได้นั้นคุ้มค่ามาก แต่ไม่ใช่ในเรื่องรายได้หรอกครับ เนื่องจากเงินที่ได้มานั้น ก็จะนำมาใช้จ่ายส่วนตัวเป็นส่วนใหญ่ สิ่งที่เขาได้มาก็คือ การใช้เวลาให้ตัวเอง "ไม่ว่าง" ครับ

เขาบอกว่า ไอ้การที่เรามีความคิดแบบนี้ เพราะเราดันว่าง ในขณะเดียวกัน ก็ดันวิตกจริตว่า เราไม่ควรว่างอยู่เฉยๆ ซึ่งทางออกมันก็ชัดเจนครับ

ถ้าเราวิตกเพราะเราว่าง เราก็ควรทำตัวเองให้ไม่ว่าง
ถ้าเราวิตกเพราะเราอยากทำงาน เราก็หางานทำ

ทั้งนี้ เขาเตือนมาด้วยนะครับ ว่าต้องเตรียมใจเหนื่อยและเครียดพอสมควร โดยเฉพาะช่วงแรกๆ เพราะสิ่งที่คิดจะทำนั้น มันเป็นการโหลดตัวเองอย่างมาก การแบ่งเวลา การจัดเวลาในการรับงานสำคัญมาก และถ้าต้องเลือกระหว่างงานกับการเรียน ให้เลือกการเรียนก่อน (เพราะถ้ายิ่งจบช้า จะยิ่งเสียค่าใช้จ่ายและเวลา) แต่ถ้าชินแล้วก็จะอยู่ได้อย่างดีพอสมควรทีเดียว

การหางานฟรีแลนซ์ทำจะเหนื่อยตอนแรกๆ กับช่วงหางานเท่านั้นล่ะครับ

ก็คงพอเป็นคำแนะนำได้นะครับ (โดยส่วนตัวแล้ว ค่อนข้างเห็นด้วย เพราะตอนเรียนโทอยู่นั้น ผมก็ทำงานไปด้วยเช่นกัน)

#13 By ทศ21 on 2010-06-28 10:55

อึม..พี่สรุปตอนจบโปเนียวได้อึมมากค่ะ lol

เราก็งงๆนะ ทำไมต้องเอาน้ำมาล้อมไว้
แล้วทำไมคนแก่ถึงวิ่งกันกิ๊วก๊าวได้

ถ้าเป็นแบบที่พี่คิดจริงก็..
..นั่นหนังเด็กนะคะ คุณมิยาซากี่หหหห orz

#12 By toma on 2010-06-28 08:27

แต่เจ๊เคยอ่านหนังสือที่ (พูดกันว่า) เป็นต้นแบบของ spirited away นะงิ เรื่องของรินะจังในหมู่บ้านพิศวง (บลิสเอามาแปลและพิมพ์ใหม่แล้วด้วยนะ) แต่พูดตามตรง แทบไม่เห็นความเชื่อมโยงของหนังสือนั้นกับเนื้อเรื่องเลย บอกว่ามาจากการลักพาตัวของเกาหลีเหนือยังเมคเซนส์กว่า...

กิกิมาจากหนังสือโดยตรง ฮาวล์มาจากหนังสือโดยตรงจ้ะ

ส่วนโปเนียว ตอนดูน่ะคิดว่า ตอนสุดท้ายทุกคนตายเพราะสึนามิกันหมดเลย - -

#11 By hikaru on 2010-06-27 16:21

#9 เย้ยยย จริงเหรอคะ!!=[]= (ผงะ)
เคยได้อ่านแค่ในแง่ของการทำงานหาเงินในสังคมบลาๆๆ การปรับตัวของเด็กอีโมให้เป็นเด็กแกร่ง ฯลฯ

งี้โปเนียวกับกิกิจะมีคดีอะไรเป็นเบื้องหลังมั้ยคะเนี่ย=w=..น่าคิดจริง

#10 By toma on 2010-06-26 22:59

#8 เห็นว่า spirited away มาจากเรื่องการลักพาตัวของเกาหลีเหนือแน่ะโต๋มะ

#9 By hikaru on 2010-06-26 22:52

ท..โทนาริ โนะ โต๊ะ..โตะ..(กุมขมับ)

อ่านแล้วก็รู้สึกหยิวๆ เพราะกระเป๋าสะพายเราเป็นโตโตโร่..
มันหยิวๆจริงๆนะคะ

ว่าไปแล้วก็อยากอ่านคำอธิบายของอนิเมจิบลิทุกเรื่องเลยนะคะเนี่ย ว่ามีอะไรดาร์คๆซ่อนอยู่อีก...

#8 By toma on 2010-06-26 22:27

เราอ่านแล้วรู้สึกว่าเค้าเข้าใจคิดผูกเนื้อเรื่องจากเรื่องจริงมาทำเป็นการ์ตูนให้คนดูรู้สึกประทับใจดีนะ ถ้าเราเป็นพ่อของเด็กสองคนนั้นได้มาดูคงรู้สึกถึงความคิดสร้างสรรค์จินตนาการของผู้กำกับเนี่ยว่าสุดยอดเลย เรายังไม่เห็นว่าเป็นเรื่องทำลายความฝันแต่อย่างใดนะ

เรื่องงานเรื่องเรียนสู้ๆน่อ ทำให้เต็มที่แล้วจะได้ไม่มาเสียใจภายหลัง เปลี่ยนอะไรที่ดูเสียเวลามาทำให้กลายเป็นคุ้มค่ากันดีกว่านิ

#7 By amchan on 2010-06-26 20:32

^
^
โอ้.....เช่นนั้นก็รับได้นะนัท
เป็นเหตุผลที่ดีมาก ดีมากๆเลยสำหรับการสอดแทรกเรื่องหนักๆไว้ในการ์ตูน

#6 By hikaru on 2010-06-26 18:05

ส่วนเรื่องทำลายฝันหรือไม่?

ฮายาโอะ มิยาซากิ แกเคยให้สัมภาษณ์ไว้ในนิตยสารอะไรซักอย่างว่า แกรู้ว่าโลกในทุกวันนี้มันโหดร้าย มันเสื่อมโทรม แต่แกไม่สามารถจะบอกเด็กๆ ว่า

"โธ่ หนูไม่น่าเกิดมาบนโลกที่โหดร้ายแบบนี้เลย"

เท่าที่แกทำได้ก็แค่สร้างหนังให้เด็กๆ เรียนรู้โลกอันโหดร้าย ผ่านมุมมองที่ 'สนุกสนาน' เท่านั้น

นี่จึงเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่งานของมิยาซากิและ Ghibi มักจะเป็นงานที่แอบสะท้อนมุมมืดของมนุษย์อยู่เสมอ ไม่นับกระทั่งโตโตโร่ ที่สุดแสนจะได้บรรยากาศน่ารักเช่นกัน

#5 By Media Eater on 2010-06-26 15:43

เรื่องจริงเลยล่ะรุ ไม่ต้องสองสามปีหรอก

ทำงานแค่ 3 เดือน แต่ดันเป็นงานที่ต้องติดต่อกับ 'ท่านผู้ใหญ่' ทั้งหลายแหล่ ต้องทำหลายขั้นตอนกว่าจะได้คุยเนี่ย

มันทำให้เรารู้จักคิดพิจารณาสิ่งที่เราจะพูด จะทำ ก่อนที่จะลงมือทำลงไปอย่างชัดเจน แถมยังมานั่งวิเคราะห์หลังจากทำไปแล้วอีกด้วยว่ามันเหมาะสมมั้ย confused smile

#4 By Media Eater on 2010-06-26 15:34

ยังดูได้ค่ะ ถ้าอยากดูให้ใสก็ใสได้เหมือนเดิม เราดูเรื่องนี้ตอนโตด้วยแล้วมั้ง ก็ไม่เห็นว่ามีอะไร เรื่องไม่มีเงา แกอาจจะแค่ลืม (ฮา) ดนตรีมาให้ใส ก็ไปตามบรรยากาศเขาแหละ

ไม่เหมือนพวกเนาซิกะ พวกลาพิวต้า อันนั้นมันเอาประสบการณ์และกิมมิคจากเรื่องสงครามโลกมาล้วนๆ ดูแล้วเห็นภาพซ้อนขึ้นมา ดูตอนโตแล้วก็ยังกลัว

#3 By เมพหมี shakri on 2010-06-26 15:11

ไปอ่านมาแล้วเหมือนกันค่ะ
ว่าจะกลับไปดูอีกรอบ
ถ้าเป็นความจริง ถึงจะโหดร้าย แต่ก็ลึกซึ้งทีเดียว

จะว่าไปเรื่องโตโตโร่ก็เหมือนเรื่องมุมมองนะคะ
เพราะว่าเด็กดูโตโตโร่ คงมองในมุมหนึ่ง
ผู้ใหญ่ดู ก็วิเคราะห์ออกมาได้ในมุมมองหนึ่ง
แต่ไม่ว่าเป็นมุมมองไหน ก็ขอให้เป็นมุมมองที่ทำให้เรามีความสุขก็พอ

สำหรับฉัน ...ขอมองโตโตโร่ในมุมมอง "เพื่อนรัก"ต่อไปดีกว่าค่ะ
เพราะว่าในคดีซายามะนั่น
เห็นว่าทั้งพี่สาวน้องสาว โดนฆ่าข่มขืนอีกตะหาก
ซึ่งเรานึกภาพนั้นกะเมย์และซัทสึกิไม่ออก

#2 By jomkwan on 2010-06-26 12:16

สู้ๆนะรุจัง เพื่อตัวเราเอง

ว่าแต่โตโตโร่น่ะถือสมุดโน๊ตมาด้วยรึเปล่าน่ะ?

#1 By Tongy on 2010-06-26 11:02