part a - 1

posted on 26 Jul 2010 20:40 by myartbox

- 0 -

 

ถ้าถามฉันว่า สีที่ประกอบกันขึ้นมาเป็นมนุษย์คือสีอะไร ฉันคงจะตอบไปอย่างไม่ลังเลเลยว่าเป็นสีดำ มนุษย์ทุกคนล้วนมีสีดำเป็นแก่นกลางของความมีอยู่ การกระทำ และความคิดทั้งหลาย มนุษย์ล้วนแล้วแต่ประกอบขึ้นมาจากสีดำตั้งแต่มีตัวตนขึ้นในโลกนี้

ไม่ใช่สีดำธรรมดา แต่เป็นสีดำเข้มข้น ที่ไม่ว่าแสงชนิดไหนก็ลอดผ่านหรือสะท้อนออกมาไม่ได้ทั้งนั้น เป็นสีดำที่เหนียวหนึบและข้นคลั่ก จนกระทั่งผู้ที่ตกลงไปไม่สามารถจะหลุดออกมาได้ ไม่ว่าจะดิ้นรนตะเกียกตะกายสักแค่ไหน ดังนั้นมันจึงติดตัวทุกผู้คนไปจนกว่าจะตาย

คำพูดที่ว่าเด็กคือผ้าขาวนั้นไม่ได้ใกล้ความเป็นจริงสักนิด คนที่คิดประโยคนี้ขึ้นมาต้องเป็นคนที่ไม่เข้าใจอะไรเลยแม้แต่น้อย เด็กทุกคนล้วนแล้วแต่เป็นสีดำสนิท พวกเขาเกิดมาด้วยหัวใจและวิญญาณสีดำเข้มข้น สีดำบริสุทธิ์ชนิดที่หาสีอื่นเจือปนไม่ได้เลย เด็กนั้นล้วนเป็นสีดำ เป็นพ่อแม่ คนรอบตัว และสถานการณ์รอบข้างต่างหาก ที่จะป้ายสีอื่นลงไปบนสีดำนั้นเพื่อให้เด็กเกิดตัวตนที่ต่างออกไป แต่แน่นอนว่าการป้ายสีทับไม่ใช่การลบเลือนสีที่มีอยู่แต่เดิม สีดำสนิทที่ติดตัวมนุษย์มาตั้งแต่เกิดไม่มีวันหายไป แม้ว่ามันจะถูกสีอื่นป้ายทับจนไม่สามารถมองเห็นได้ แต่มนุษย์ทุกผู้ย่อมมีความดำมืดเป็นแกนกลางของจิตและความคิดกันทั้งนั้น ไม่มีเว้นแม้สักคนเดียว

คุณอาจจะไม่พอใจ หรืออาจจะเห็นด้วยกับฉันเมื่ออ่านมาถึงตรงนี้ ถ้าคุณไม่พอใจฉันก็รู้ว่าคุณไม่พอใจทั้งที่รู้ว่ามันคือเรื่องจริง คุณเชื่อว่าตัวเองคือสีต่าง ๆ ที่ป้ายลงบนสีดำที่แท้จริงนั้น และปฏิเสธสิ่งที่ตัวเองเป็น ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าฉันพูดถูก คุณกลัวความมืดดำในใจของตัวเองเกินกว่าจะยอมรับว่าคุณมีมันอยู่ และถ้าคุณเห็นด้วยกับฉัน แปลว่าคุณได้เคยเห็นมันแล้วใช่ไหมล่ะ ความมืดอันนั้น ที่ราวกับจะหมุนวนไม่มีที่สิ้นสุดเมื่อย่างเท้าลงไป ความมืดมิดที่ดูดกลืนแสงสว่างในชีวิตคุณไปจนหมดสิ้น แม้ว่าคุณจะตะเกียกตะกายดิ้นรนหนีจากมัน แต่คุณก็ยังรู้ว่ามันอยู่ตรงนั้นเสมอ มันไม่หายไปไหนหรอก เพราะมันคือแก่นกลางของความเป็นตัวตนของคุณไงล่ะ

ไม่ใช่แค่มนุษย์หรอกนะ สีดำอันนี้เป็นสีที่แท้จริงของโลกใบนี้ ถ้าหากคุณยอมที่จะมองเห็น โลกนี้มีม่านบาง ๆ สีดำสนิทคลุมอยู่ทั่วตลอด ทุกสิ่งในโลกล้วนเป็นสีเทาซีด และไม่ต้องการการปฏิสัมพันธ์อะไรกันทั้งนั้น ทุกสิ่งตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยว เหมือนกับที่ผู้คนล้วนโดดเดี่ยว ไม่ว่าจะมีด้วยกันมากเท่าไหน แต่ในโลกสีดำนั้นไม่ว่าจะมนุษย์หรือสิ่งของก็ตั้งอยู่เดียวดายทั้งนั้น สารภาพมาเถิดว่าคุณเคยรู้สึกเหมือนยืนอยู่บนความดำมืดเหนียวข้น มองไปทางไหนก็พบแต่ความเวิ้งว้างไม่มีที่สิ้นสุด แม้แต่ผู้คนรอบกายก็เปรียบเหมือนแท่งหินสีเทาไร้ความหมาย ไม่ว่าจะทำกิจกรรมอะไรหรือเสพความบันเทิงแบบไหน ก็รู้สึกเพียงเหมือนกำลังเคี้ยวกระดาษทิชชู่เป็นอาหารเย็น ประสาทรับรู้ทุกอย่างนิ่งสนิทราวกับน้ำในแก้ว ไม่ว่าจะทำยังไงทั่วทั้งโลกก็ยังสีซีดจาง ...นั่นละ คือเวลาที่สีดำดั้งเดิมในตัวคุณตื่นขึ้น และเพียงเท่านั้น มันก็กลบทับสีอื่นที่คุณเพียรพยายามจะระบายทับลงไปเสียมิด โดยที่คุณไม่สามารถต่อต้านอะไรได้เลย

 

 

- 1 -

 

ฉันยอมแพ้

ฉันยอมแพ้ให้ความมืดดำอันเป็นต้นกำเนิดของสรรพสิ่ง ความมืดดำที่ดูดกลืนทุกสีและแสงใด ๆ  ฉันพยายามต่อสู้กับมันมาเป็นแรมปี ก่อนจะรู้ว่าตัวเองไม่ได้มีความสามารถจะต่อกรกับมันเลยแม้แต่นิดเดียว

มนุษย์คนอื่นในสายตาฉันนั้น ยามเขาใช้ชีวิตอยู่ดูราวกับมีสีสันมากมายเป็นประกายออกมา ราวกับว่าไม่เคยมีสีดำอยู่แม้เพียงน้อยนิด มนุษย์คนอื่นมักเปล่งประกายชีวิตเจิดจ้า ทุกครั้งฉันก็มักคิดว่า พวกเขาช่างเก่งมากเหลือเกินที่สามารถสรรหาสีสันอื่นให้ตัวเองได้ ทากลบซ่อนความมืดดำเสียมิดชิด พวกเขาใช้แรงของตนเองอย่างเต็มที่ในการทำงาน การเล่นสนุก และเรื่องต่าง ๆ  พวกเขาผลักดันตัวเองจนพ้นความมืดอนธการในแก่นแท้สุดของตนเองได้แล้วหรือ?

สำหรับฉันนั้นสีอื่นที่ทาลงไปแทบไม่มีผลอะไรเลย แม้ว่าฉันจะพยายามทาสีอะไรทับลงไปเท่าไร แต่ความดำมืดก็จะดูดกลืนมันลงไปเสียอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะบุคลิกแบบไหนที่ฉันระบายให้ตัวเอง ก็จะต้องพังราบไม่มีชิ้นดีภายในเวลาไม่นาน บุคลิกเหล่านั้นพยายามควานหาแก่นยึดเมื่อถูกความมืดรุกไล่ดูดกลืน แต่ไม่เคยมีสีไหนชนะสีดำไปได้ ฉันกลายเป็นคนบุคลิกไม่คงที่ รวมไปถึงอารมณ์ขึ้น ๆ ลง ๆ เนื่องจากสีสันในตัวฉันนั้นหาที่ยึดเกาะไม่ได้ มันไหวระริกเมื่อถูกไล่ล่า และสุดท้ายก็ตายลงไป

คงเป็นเพราะฉันเริ่มระบายสีช้าไปก็เป็นได้ สีดำนั้นจึงเติบโตขึ้นครอบครองพื้นที่ในหัวใจ ความคิด และจิตวิญญาณฉันไปเกือบหมด แต่จะโทษอะไรได้ล่ะ ฉันอาจจะแค่โชคดีน้อยกว่าเด็กคนอื่นที่มีคนระบายสีที่ดีให้ตั้งแต่ยังไม่รู้ความ ส่วนตัวฉันเองนั้นได้แต่จมจ่อมอยู่ในความมืดของตัวเองตั้งแต่จำความได้ ตั้งแต่เด็กมาฉันก็เป็นคนที่ไร้ความใส่ใจต่อสิ่งรอบข้าง จำอะไรที่ได้พบเจอหรือทำไปไม่ได้แม้แต่นิด เป็นอย่างนี้มาจนกระทั่งโต ดีกรีความเฉยเมยก็กลับทวีสูงขึ้นอีก เพราะฉันได้ผ่านประสบการณ์เลวร้ายถึงขั้นเป็นโรคซึมเศร้าอยู่หลายปี ฉันจะเล่าถึงชีวิตช่วงนี้ให้ฟังสักนิด เพื่อว่าบางทีคุณอาจจะเข้าใจความเข้มข้นของสีดำในชีวิตของฉัน และเข้าใจว่าทำไมฉันจึงยืนยันคำกล่าวก่อนหน้านี้นั้น

ช่วงหลายปีนั้นในชีวิตของฉันมีแต่โคลนข้นคลั่กสีดำ ความสิ้นหวัง และโลกสีซีดจาง แม้ว่าดูจากภายนอกจะเห็นว่าฉันปกติดี ไปเรียน คุยกับเพื่อน ทำกิจกรรม แต่ภายในนั้นแค่ต่อสู้กับความมืดสีดำนั้นก็เต็มที่แล้ว ไม่เหลือที่ว่างให้ความคิดอื่นใดทั้งสิ้น ดังนั้นฉันจึงตัดตัวเองเข้าระบบตอบสนองอัตโนมัติเพื่อที่จะไม่ต้องคิดอะไรอีก แน่นอนว่าระบบอัตโนมัติทำให้ฉันจำอะไรในช่วงหลายปีนั้นไม่ได้สักเรื่องเดียว ถ้าถามว่าฉันผ่านมันมาได้ยังไงฉันก็ตอบไม่ได้ สิ่งเดียวที่ฉันจำได้คือสีแดงสดของเลือด - สีเดียวที่ปรากฏขึ้นกลางสีเทาหม่นในโลกของฉัน

ในช่วงเวลาที่ประสาทรับรู้เป็นอัมพาตเพราะทุกสิ่งในโลกซีดจางและเย็นชืด สติรับรู้ของฉันไม่สามารถแยกได้ว่าตนเองนั้นยังมีชีวิตอยู่จริงหรือเปล่า สิ่งเดียวที่ทำให้รู้สึกถึงเสียงหัวใจของตนเองได้บ้างคือหยดเลือดนิดหน่อยที่ฉันมักจะกรีดให้ออกมาจากแขน ขา หรือท้อง แต่กรุณาอย่าคิดว่าฉันพยายามจะฆ่าตัวตายเหมือนเด็กบัดซบไม่สู้ชีวิตเหล่านั้นที่มักเป็นข่าวอยู่เสมอ สิ่งที่ฉันทำมันก็เหมือนกับเวลาที่คุณสะบัดหน้าแรง ๆ หรือตบหน้าตัวเองสักทีสองทีเพื่อทดสอบว่าตนเองตื่นอยู่หรือไม่ ชั่วแต่ของฉันนั้นต่อให้ตบจนปากแตกก็คงจะไม่ทราบว่าตนเองตื่นหรือหลับ เพราะอัตราความมึนงงถึงขีดสูงสุดแล้ว กระทั่งไม่สามารถรับรู้ความเป็นไปใด ๆ ของโลกได้ เวลานั้น...สีแดงนั้นช่วยฉันเอาไว้เสมอ

การกรีดเลือดเหล่านั้นทำให้ฉันมีความสุขได้เล็กน้อย ไม่ใช่มีความสุขกับการกรีดลงไป แต่มีความสุขที่ได้รับรู้ว่าตนเองยังพอจะมีความรู้สึกหลงเหลืออยู่บ้าง และสีของเลือดนั้นก็ตัดกันกับสีเทาหม่นในโลกอันเย็นชืดของฉันได้ดีจริง ๆ  ฉันก็คิดว่าฉันไม่ได้ชั่วร้ายอย่างฆาตกรหรอกนะ ที่มีความสุขกับการฆ่าเหยื่อหรือได้เห็นเลือดของเหยื่อ เออ... ว่ากันตามตรงคือฉันไม่ได้อยากเห็นเลือดของคนอื่นมากกว่า ที่มันมีความหมายเพราะมันเป็นตัวฉันเองต่างหาก ตลอดเวลาที่รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นแผ่นกระดาษและไร้ค่าจนทนไม่ได้ มีเพียงเวลาที่เห็นหยดเลือดซึมออกมาจากผิวเท่านั้นที่จิตใจของฉันสงบลงได้ หลายปีนั้นฉันจึงต้องจรดมีดลงบนแผลเดิมซ้ำแล้วซ้ำอีก เพราะทั่วทั้งตัวแทบไม่เหลือตรงไหนเลยที่ยังไม่ได้กรีดลงไป (แน่นอนว่าเฉพาะแต่ตรงที่มองไม่เห็นเวลาสวมเสื้อผ้า เพราะฉันไม่มีอารมณ์จะตอบคำถามของใครทั้งสิ้น)

นั่นเป็นช่วงเวลาที่ฉันยังคิดว่าตนเองเป็นคนเดียวในโลกที่คงจะมีน้ำยางสีดำปี๋ไหลเวียนอยู่ทั่วตัวแทนเลือด พูดให้ถูกก็คือฉันไม่มีสติความคิดเหลือพอที่จะนึกถึงเรื่องคนอื่นหรอก เพียงแค่พยายามผ่านเวลาเช้า ค่ำ เช้า ค่ำ เช้า ค่ำ ไปเรื่อย ๆ ไม่มีที่สิ้นสุดก็สุดกำลังในชีวิตฉันแล้ว  ถ้าไม่ "จำเป็น" ฉันจะไม่ทำอะไรเลยแม้ว่าจะเป็นการออกไปกินข้าว ฉันยอมกินขนมปังแค่แผ่นเดียวดีกว่าจะต้องฝ่าคลื่นเยลลี่สีดำที่เหนียวหนับและกัดกร่อนราวกับน้ำกรดออกไปข้างนอก การทำกิจกรรมไม่ว่าจะอะไรคือสิ่งที่ทรมานที่สุด น่ากลัวที่สุด และทำให้รู้สึกราวกับว่ามีใครมากรีดยาว ๆ ทั่วทั้งตัวซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนกว่าฉันจะทรุดลงและตายไป

การต้องสื่อสารกับคนอื่นยิ่งซ้ำร้ายกว่า การมองหน้าคนอื่นนั้นเป็นสิ่งที่ฉันทำไม่ได้เลย เพราะบนใบหน้านั้นมี้อมูลอยู่มากเกินไป ฉันเป็นฝ่ายเริ่มสื่อสารกับคนอื่นก่อนให้น้อยที่สุดเท่าที่ตัวเองจะสามารถรับได้ ส่วนเวลาที่คนอื่นเข้ามาพูดคุยด้วย ฉันก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของระบบตอบสนองอัตโนมัติไป น่าแปลกที่แม้ตัวฉันจะไม่รู้ว่าตัวเองพูดอะไรออกไปด้วยซ้ำ แต่คนรอบข้างกลับตั้งให้ฉันเป็นคนที่ร่าเริง ตลก เล่นมุกเก่ง และพูดคุยด้วยง่าย จึงพากันเข้ามาพูดคุยกับฉันมากมายจนไปถึงจะส่งฉันลงประกวดโน่นนี่ ซึ่งมันเกินกำลังของระบบอัตโนมัติแล้ว ฉันจึงต้องปลีกตัวเองออกมาอีกหน่อย ระงับระบบอัตโนมัติลง และทำตัวเป็นคนหยิ่งไม่ยอมพูดคุยกับใครในสายตาเพื่อน (แต่กระนั้นฉันก็ได้ใช้ระบบนี้อีกหลายครั้งหลายหน ไม่ว่าจะเวลาคุยกับเพื่อนกลุ่มที่ฉันอยากคุยด้วย หรือเวลาไปมีทติ้ง ขอบคุณที่มันใช้การได้เป็นอย่างดี ทุกคนเห็นว่าฉันเป็นคนที่สนุก ขำ คุยเก่ง เสียก็แค่อย่างเดียวคือหลังจบมีทติ้งฉันจะจำอะไรไม่ได้เลย ใครมาบ้าง เจอใครบ้าง คุยอะไรไปบ้าง กินอะไรบ้าง ก็น่าเศร้าอยู่เหมือนกัน)

ฉันมักจะพูดภายหลังเสมอว่า โรคซึมเศร้านั้นคนที่ไม่เป็นไม่มีวันเข้าใจหรอก ว่าความทรมานของการใช้ชีวิตให้ผ่านพ้นไปได้เป็นอย่างไร การที่แทบจะเจ็บปวดตายเพียงเพราะออกไปซื้อข้าวกินเป็นอย่างไร พวกเขามักจะพูดว่าก็ต้องพยายามสิ อย่าคิดว่าตัวเองไร้ค่า คนเราต้องเห็นตัวเองมีคุณค่า แต่สำหรับคนที่ซึมเศร้านั้น ตัวตนของตนเองกับโลกสีดำมันหลอมรวมกันจนแยกไม่ออก ความเป็นตัวตนมันโปร่งใสยิ่งกว่าแก้ว จึงไม่สามารถที่จะรักและเคารพตัวตนไหนของตัวเองได้ทั้งนั้น เพราะมันไม่มีอยู่เลย ฉันไม่แปลกใจหรอกถ้าคนเป็นโรคซึมเศร้าเลือกที่จะจบชีวิตตนเองลง คนปกติคงจะบอกว่าคนเหล่านั้นไม่เข้มแข็ง หารู้ไม่ว่าเขาใช้ความพยายามมากกว่าสักกี่ร้อยเท่าในการดำเนินชีวิต ก่อนจะตัดสินใจว่าโลกนี้มันโหดร้ายเกินไป

 

 

- 2 -

 

หลายปีหลังจากนั้น ในเวลาที่ฉันสิ้นหวังและไม่คิดว่าจะทำอะไรกับชีวิตตัวเองอีกแล้ว ได้มีคนคนหนึ่งผ่านเข้ามา และช่วยดึงฉันขึ้นมาจากบ่อโคลนดูดสีดำสนิทนั้นขึ้นมาอยู่บนพื้นดิน แม้ว่าช่วงเวลาเหล่านั้นจะผ่านวูบไปจนสติของฉันรับรู้แทบไม่ทัน แต่เขาก็เป็นคนที่มีบุญคุณกับชีวิตฉันมาก ฉันเริ่มรักษาตัวเองจากอาการซึมเศร้าและเรียนรู้ว่าสังคมปกติเขาเป็นกันอย่างไร รวมไปถึงการพยายามระบายสีต่าง ๆ ทับบนสีดำมืดอนธการนั้น

ฉันพยายามลองผิดลองถูกมากมาย ทาทั้งสีอ่อนสีเข้ม เปลี่ยนตนเองไปไม่ทราบว่าสักกี่ครั้ง เพราะฉันทราบว่าการจะอยู่ในสังคมนั้น มนุษย์จะเป็นสีดำไม่ได้ พวกเขาจะต้องพยายามที่จะมีสีสันเพื่อบ่งบอกถึงการมีชีวิต แต่สุดท้ายฉันก็ไม่ค้นพบเลยว่าสำหรับตัวฉัน จะมีสีใดที่จะติดแน่นทับอยู่บนสีของความมืดมิดนั้นได้ สีชมพูหลุดลอกออก สีฟ้าก็หลุดร่อน สีแดงและน้ำเงินถูกกลืนเข้าไป สีเขียวหรือเหลืองก็สลายไปอย่างรวดเร็ว ฉันไม่ยอมแพ้และพยายามอยู่หลายปี เป็นอีกหลายปีที่ชีวิตฉันสับสนมาก สิ่งต่าง ๆ ผ่านวูบเข้ามาและวูบออกไป ที่บนพื้นดินนี้เวลาช่างไหลเร็วกว่าในบ่อโคลน และผู้คนก็ดูจะทำอะไรกันรวดเร็วเหมือนลมพัด ฉันที่เพิ่งจะขึ้นมาอยู่ข้างบนได้ไม่นานไม่สามารถรับรู้ได้ทั้งหมดว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง หลายอย่างฉันจำต้องปล่อยให้ผ่านไปอย่างจนปัญญาจะตอบสนอง และหลายอย่างฉันพยายามสุดชีวิตที่จะตอบสนองแต่ทำได้ไม่ดี

สุดท้ายเมื่อไล่ตามไม่ทันหนักเข้า ฉันก็มักจะใช้เวลาส่วนใหญ่กับพวกสัตว์ที่เวลาไหลเอื่อยกว่า อุณหภูมิของบรรยากาศรอบข้างต่ำกว่า และความอึกทึกของวิญญาณน้อยกว่ามนุษย์ การสื่อสารกับสัตว์นั้นง่ายกว่ากันมาก เมื่อฉันพูดพวกสัตว์ก็มักจะรับฟังแบบเรียบง่าย และเมื่อพวกสัตว์พูดฉันก็ฟังรู้เรื่องกว่าที่มนุษย์พูด พวกมันมีความถี่ที่ต่ำกว่า สามารถสื่อสารได้ง่ายกว่า เพียงแค่มองตาก็เข้าใจความรู้สึก และเพียงคำพูดไม่กี่คำก็เข้าใจความต้องการ ที่สำคัญพวกมันไม่เคยเกี่ยงงอนไม่ว่าฉันจะเป็นสีดำหรือสีอะไรก็ตาม ส่วนกับมนุษย์นั้นยากกว่า ไม่ว่าจะสีแดง สีขาว สีฟ้า สีเหลือง สีม่วง หรือสีอะไรที่ฉันพยายามทาทับลงไป พวกเขาก็ไม่พอใจทั้งนั้น แน่นอนว่าฉันพูดแบบนี้หลังจากลองทามาแทบทุกสี และไม่มีสีไหนเลยที่จะใช้สื่อสารกับคนรอบข้างได้

ถึงตอนนี้ฉันจึงเพิ่งจะรับรู้ว่ามันสายเกินไปแล้วที่ตัวฉันจะทาสีอะไรทับลงไปอีก ฉันเริ่มทาสีน้อยลง และสังเกตดูคนอื่น ๆ มากขึ้น ฉันคิดจะศึกษาดูว่าพวกเขามีวิธีพิเศษอะไรหรือเปล่า ที่ทำให้สีสันของพวกเขามีชีวิต พวกเขาไม่ใช่สีดำ แต่เป็นสีรุ้งหรือลายดอกไม้สดใส พวกเขาเป็นมนุษย์คนละประเภทกับฉัน และสามารถควบคุมชีวิตของตนเองได้ นับไม่รู้กี่หน ที่ฉันพยายามคิดภาพว่เหล่าผู้คนที่อาศัยอยู่ในแสงสว่างจะรู้สึกอย่างไร โลกของพวกเขาจะสดใสไหม การใช้ชีวิตทำให้พวกเขามีความสุขหรือเปล่า ฉันอยากลองเข้าไปอยู่ในแสงนั้นสักครั้ง แต่ก็ได้แค่มอง

ทว่าเมื่อมองมากเข้าและลึกเข้าฉันก็ค้นพบว่า แท้จริงแล้วทุกคนต่างกำลังพยายามสุดชีวิตที่จะเก็บซ่อนบางสิ่งอยู่เช่นกัน ผู้คนหลากสีที่ฉันชื่นชมเมินหน้าออกจากความมืดของตน และพยายามสร้างสีสันที่สดใสสว่างเข้ามาแทนที่ แต่บางครั้งฉันก็เห็น...เห็นความมืดเหล่านั้นที่แอบซ่อนอยู่ภายในส่วนที่ลึกที่สุด อยู่ที่แก่นกลางภายในตัวมนุษย์ทุกคน และฉันจึงแน่ใจว่าไม่ใช่แต่ฉันที่มีความมืดไหลเวียนอยู่ภายในร่างกาย แต่มันเป็นส่วนประกอบพื้นฐานของมนุษย์ แต่ว่ามนุษย์ไม่ต้องการความมืดเหล่านี้ พวกเขาไม่ต้องการโลกสีดำหม่น เย็นชืด และสิ่งรอบกายสีซีดจาง พวกเขาไม่ต้องการโลกที่เดียวดายอ้างว้าง มีแต่ตนเองและโคลนสีดำ พวกเขาจึงต้องกลบมันไว้ด้วยสีสันอื่น ๆ  และอยู่รวมกันเป็นหมู่คณะเพื่อขับไล่ความมืดนั้น พวกเขาสื่อสารกันตลอดเวลาจนบางครั้งดูเหมือนมากเกินไป เพียงเพราะพวกเขากลัวความมืดที่แอบอยู่ลึกสุดในตัวของเขาเอง

พวกเขาไม่ผิดหรอกที่กลัว ความมืดมิดของมนุษย์นั้นไม่ใช่แต่ความอ้างว้างและเย็นชา มันยังมีความรุนแรงแฝงอยู่ด้วย มันสามารถดูดกลืนได้ทุกสิ่งไม่เว้นแม้ความผิดชอบชั่วดี ความสุข หรือความเศร้าโศก ความเจ็บปวด ความกลัว หรือความหวัง ทำให้ทุกความรู้สึกกลายเป็นแผ่นแป้งเย็นชืด และยังสามารถเสกสรรค์ให้ความบ้าคลั่งของสัญชาตญาณดิบเถื่อนแสดงออกมาได้ด้วย สัญชาตญาณเอาตัวรอดของมนุษย์จึงสั่งให้หลีกหนีจากมัน

ไม่เคยหรือ เวลาที่ยืนอยู่ริมตึกสูงแล้วเห็นภาพในหัวว่าตัวเองกระโดดลงไป กลัวที่สูงหรือ กลัวว่าจะตกลงไป หรือกลัวว่าตัวเองจะกระโดดลงไปกันล่ะ? เคยใช่ไหมเวลาที่เห็นมีด แล้วเกิดคิดภาพขึ้นมาว่ามันมาแทงที่ร่างกายตรงไหนสักแห่ง? ยามที่อยู่ในภาวะอันตราย สัญชาตญาณที่สั่งให้เอาตัวรอดไหวระริกสั่งให้กลัว แต่ความมืดในตัวก็สั่งให้หัวใจเต้นตึกตัก อะดรีนาลีนหลั่งไหลไปทั่ว ยามต้องเห็นสิ่งที่น่าตื่นกลัว สารภาพมาเถิดว่ารู้สึกตื่นเต้น

ไม่ผิดหรอกที่จะกลัวความมืดดำในใจของตัวเอง ไม่ผิดหรอกที่จะหันหน้าหนีและปฏิเสธว่าตนเองมีมันอยู่ การต้องยอมรับว่าตัวเองมีสิ่งที่ราวกับสัตว์ป่าดุร้ายเย็นชาอยู่ในตัวคงจะยาก แต่รู้ไหม การที่มีความมืดอยู่ในใจไม่ได้หมายความว่าผิดปกติ ถ้าหากว่าไม่ถึงขั้นหลุดโลกอย่างชอบดูศพ หรือจู่ ๆ ก็อยากจะออกไปฆ่าหั่นศพคน (อาการที่ถือได้ว่าผิดปกติทางจิต) คุณก็ยังเป็นคนปกติคนหนึ่งที่เหมือนกับอีกหลายพันล้านคนทั่วโลก ที่ประกอบขึ้นจากความมืดเหมือนคุณไงล่ะ

 

 

- 3 -

 

แม้ว่าส่วนใหญ่แล้วฉันจะรู้สึกเฉยชากับโลก แต่บางครั้งก็อดไม่ได้ที่จะคับแค้น ฉันเกลียดโลกใบนี้ที่บังคับให้อะไร ๆ หมุนไปอย่างรวดเร็วตามใจมัน ฝีก้าวสุดแรงเกิดของฉันกลับตามไม่ทันแม้แต่ผู้คนที่เดินอย่างเอื่อยเฉื่อยภายนอก ฉันไม่เข้าใจว่าโลกนี้ต้องการอะไร ฉันควรจะตอบสนองมันอย่างไร คลับคล้ายว่าตัวฉันเองนั้นอยู่ในเปลือกไข่หรือดักแด้ที่ไม่สามารถมองเห็นโลกภายนอกได้ชัดนัก จึงพยายามเดินเท่าที่ทำได้อยู่ในเปลือก แต่ก็ไม่ทันใจโลกมันอยู่นั่นเอง มันยังพยายามบีบบังคับตลอดเวลาให้ฉันล้มลงไปอยู่ตรงจุดที่มันต้องการ โดยที่ไม่สนใจความรู้สึกเจ็บปวดและสับสนของฉันแม้แต่นิด

 

still tbc

Comment

Comment:

Tweet

คิดดีๆ ก่อนจะอ่านนะครับ

























เคยได้มีโอกาสอ่านหนังสือเกี่ยวกับงานวิจัย กลุ่มอาการฮิคิโคโมริ (ซึมเศร้าประเภทเก็บตัว) มีประเด็นหนึ่งน่าสนใจ คือประเด็นที่เกี่ยวเนื่องกับแนวความคิดของคนเหล่านี้

คนเหล่านี้ส่วนใหญ่ ไม่ออกจากบ้าน เพราะเขามองว่าโลกภายนอกนั้น "ไม่ดีพอ" สำหรับพวกเขา (ไม่ใช่เขาไม่ดีพอสำหรับโลกภายนอกนะครับ)

ดังนั้นจึงไม่น่าประหลาดใจเลยว่า พวกเขามักใช้เวลาอยู่กับ "โลกในอุดมคติ" เช่น ภาพยนต์ เกมส์ หรืออนิเมชั่น (เนื่องจากโลกเหล่านี้ ตัดประเด็นที่เป็นปลีกย่อยของด้านลบมนุษย์ทิ้งไป แล้วนำเสนอแต่ด้านที่พวกเขาต้องการเสพเท่านั้น)

-------------------------------------------------------------------------------

จากประเด็นที่ได้อ่านมา

ผมพบว่า คุณไม่ได้คิดหรอกว่า "คุณไม่ดีพอสำหรับโลก" แต่คิดว่า "โลกต่างหากที่ไม่ดีพอสำหรับคุณ"

เพราะถ้าคุณคิดว่าคุณไม่ดีพอ คุณจะพยายามอย่างยิ่งที่จะพัฒนาตัวเองให้เท่าทัน

แต่หากเป็นในกรณีกลับกัน คุณจะนั่งรอเฉยๆ จนกว่าโลกจะหมุนในจังหวะของคุณ

..........

"ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้"

............

-------------------------------------------------------------------------------


ผมว่าผมพอรู้นะ ว่าคุณเป็นอะไร

คุณก็แค่รู้สึกว่า คนอื่นมันโง่เง่า กว่าตัวเองเท่านั้นแหละ

พูดกันภาษาชาวบ้านแบบแรงๆ ก็คือ "หลงตัวเอง"

คุณรู้สึกว่าคนอื่นสื่อสารกับคุณไม่ได้ เพราะคุณรู้สึกว่าความคิดของพวกเขาไม่ดีพอสำหรับคุณ
คุณไม่คิดสื่อสารกับสิ่งที่ดูด้อยค่ากว่าตัวเอง

คุณคิดว่าคุณเหนื่อยกับการทำความเข้าใจคนอื่น แต่จริงๆ แล้ว คุณไม่เคยคิดทำความเข้าใจพวกเขาเลยต่างหาก

ลองกลับมามองดูตัวเองอีกซักครั้งก่อนดีไหมครับ? ก่อนที่จะสรุปว่าโลกนี้เป็นสีขาวหรือดำ

โลกนี้มีสีของมันเอง มนุษย์มีสีของพวกเขาเอง และมันไม่ใช่สีใดสีหนึ่งที่คุณรู้จัก


-------------------------------------------------------------------------------

บางทีคุณอาจพูดถูกก็ได้ ว่ามนุษย์ทุกคนมีสีดำเป็นฐาน
แต่สีดำที่ว่านี้ ไม่มีวันดูดเราให้จมลงไปได้หรอกครับ


นอกจากเราจะกระโจนไปหามันเอง


-------------------------------------------------------------------------------


สุดท้าย

ผมไม่รู้หรอกครับว่า ชีวิตคุณหลังจากนี้จะเป็นยังไง
ผมไม่ใช่คุณ ผมไม่มีวันเข้าใจคุณ

แต่ผมเข้าใจไอ้บ้าคนนึง

ผมเข้าใจไอ้คนที่ห้าปีก่อนเคยตื่นมา กินข้าว นั่งเล่นคอมพ์ แล้วนอน

ไม่ติดต่อเพื่อน ไม่ติดต่อญาติ ไม่มีเป้าหมาย แค่ใช้ชีวิตหายใจทิ้งไปวันๆ

เป็นขยะเวลาไป "หนึ่งปี" เต็ม

แต่สุดท้ายไอ้บ้าตัวนั้น มันก็ลุกขึ้นมาได้

ทุกวันนี้ มันสมบูรณ์พอสำหรับโลกนี้ หรือ เข้าใจโลกนี้แล้วหรือ?...........คงยังไม่

แต่ทุกวันนี้ มันไม่ได้กระโจนลงไปในสีดำอีกต่อไปแล้ว



ก็เท่านั้นเองครับ "คุณรุ่นน้อง"

#7 By ทศ21 on 2010-08-02 13:22

................................โกรธต้องจี้มาก















สีฉันไม่พอ ขอเท่าไรก็ไม่พอ -*-
ส่งมาเลยขึ้นเป็น wish list ไว้แล้ว ส่งมาเยอะๆ

#6 By hikaru on 2010-07-30 22:28

- 2.5 -
เป็นอีกครั้งที่ฉันได้รับสีจากคนอื่น ฉันแปลกใจเป็นอย่างมากว่าทำไม?
ทั้งๆที่กระป๋องสีเป็นสีเหลืองแท้ๆ แต่มันก็สามารถทำให้การทาสีบ้าน ร้านค้า หรือรถม้า สำเร็จได้ด้วยดี ไม่เพียงแค่นั้น มันยังสามารถเปลี่ยนแปลงบ้านของฉันได้เป็นหลายสีเหลือเกิน...
ฉันที่อยู่ตรงนี้ไม่สามารถควบคุมระบบสั่งการอัตโนมัตินั้นได้ แย่จริงเชียว เจ้าระบบบ้า บอกพวกเขาไปหน่อยสิว่าฉันอยากได้ฆ้อนและตะปู สีที่ได้มาน่ะมันครบแล้ว!!
เฮ้อ..พูดไปก็ป่วยการ เจ้านี่ไม่เคยฟังฉันสักนิด จะมีอะไรแย่ไปกว่านี้อีกไหมนะ? อ๊ะ.. ไม่ทันขาดคำเลยเชียว แย่จริงๆ แย่ที่สุด ทำไมช่วงนี้เจอบ่อยมากเลยนะ ฉันก็ไม่ได้ทำอะไรแปลกตาชาวบ้านนี่ ก็ตัดไม้ ถอนหญ้า ไปตามประสาชาวนาคนนึงเท่านั้น แล้วทำไม.......


มันถึง Lost Connection อีกรอบแล้วฟระ!!
----------------------

สู้ๆนะงิรุจัง
แต่ถ้าเห็นไม่สมควรก็ลบไปเน้อdouble wink

#5 By Tongy on 2010-07-30 14:46

อ่านแล้วสนุกไปกับเรื่องราวดาร์กๆ ไม่รู้เรื่องจริงหรือแต่งแต่รุเขียนเล่าเรื่องได้เห็นภาพอ่านเข้าใจได้ง่ายดีจัง หากเป็นนิยายก็ถือว่าดีเลยล่ะ เล่าเรื่องสนุกทีเดียว

ชีวิตมีอะไรให้เครียดมากมาย ยังไงก็รักษาสุขภาพกายใจด้วยน่อ big smile

#4 By amchan on 2010-07-27 23:17

/ลูบหัว ลองจ้องในสีดำดี ๆ จะเห็นสีขาวอยู่ในนั้นนะ รุจัง

#3 By D-faxtory on 2010-07-27 22:03

รุก็อยู่โลกนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้วล่ะค่ะฮะคุง

จริงๆแล้วจะเขียนต่อ แต่วันนี้เจอเรื่องเหี้ยๆซะจนเขียนต่อไม่ไหว

ชีวิตมันก็เหี้ยและบัดซบแบบนี้ล่ะนะคะ

#2 By hikaru on 2010-07-27 16:46

ผมไม่แน่ใจว่านี่คุณรุเขียนเองหรือว่าเอามาจากที่อื่น
แต่ถ้าเขียนเองละก็...
「真っ暗の世界へ、ようこそ。」

มนุษย์เป็นสีดำครับ

#1 By HAKURO on 2010-07-27 10:10