NuovoMondo

ฉบับที่ 002

posted on 06 Apr 2008 16:52 by myartbox in NuovoMondo

วันที่ 29 เดือน 14 ศักราชใหม่ที่ 386

...

สวัสดีค่ะ ไม่ได้เขียนมานานเลย..

เป็นเพราะว่าช่วงแรกๆรู้สึกท้อมากเลยค่ะ ถ้าเขียนจดหมายมาในเวลาอย่างนั้น จะต้องเป็นจดหมายที่น่าเบื่อแน่ๆ

การออกมาอยู่นอกเชลเตอร์เป็นฝันที่เป็นจริงก็จริงอยู่ แต่ว่าโหดร้ายกว่าที่คิดไว้มากเลยล่ะค่ะ ผู้ดูแลพูดไว้ว่าไม่รู้พวกเราจะปรับตัวได้หรือเปล่า ตอนแรกก็คิดว่าคงไม่หนักหนาขนาดนั้น แต่ทั้งๆ ที่ทำใจสู้แล้ว ยังแทบแย่กันเลยล่ะค่ะกว่าจะปรับตัวกันได้ แต่พอชินแล้วสนุกน่าดูค่ะ อยากรู้แล้วสินะคะว่ามีเรื่องอะไรบ้าง

เรื่องแรกเลยคือแสงอาทิตย์ค่ะ

เพราะว่าในเชลเตอร์ใช้แสงเทียมจากระบบควบคุมอากาศ เพราะฉะนั้นจึงเป็นแสงอ่อนๆ และไม่ร้อนเลยใช่ไหมคะ ถึงจะเป็นเวลาเที่ยงวันที่ปรับแสงจ้าที่สุดก็ยังสว่างแต่ไม่ร้อน ส่วนดวงอาทิตย์ที่มองเห็นจากในเชลเตอร์ก็เป็นดวงสีเหลืองจางๆดูแล้วไม่น่าจะร้อนได้เลย แต่ว่าเมื่อออกมาเจอเข้าจริงๆ มันคนละเรื่องเลยล่ะค่ะ...

ไม่รู้จะเปรียบเทียบว่าอะไรให้ฟังดี เพราะว่าในเชลเตอร์เองก็ไม่มีของที่เหมือนอย่างนี้เลยล่ะค่ะ แต่ว่าแสงอาทิตย์ที่ส่องมานั้นจ้ามาก และเมื่อโดนผิวเราก็จะร้อนมากจนแสบเลยล่ะค่ะ ถ้าเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าตอนกลางวันล่ะก็ น้ำตาไหลออกมาเลยค่ะ! แสงจ้าอย่างที่ไม่เคยเจอมาก่อนเลย แต่พอเริ่มชินแล้วก็ชอบมากๆเลยล่ะค่ะ... โดยเฉพาะเวลาที่แสงอาทิตย์กระทบกับเมฆแล้วทั่วทั้งฟ้าสว่างจ้าไปหมด สวยมากๆเลย

แต่ถึงจะชินแล้ว ก็ยังร้อนจนทนไม่ได้อยู่ดีค่ะ ตามตารางแล้วพวกเราต้องออกมาอยู่กลางแจ้งอย่างต่ำวันละสี่ชั่วโมง ไม่ใช่ว่ายืนกลางแจ้งตลอดหรอกนะคะ หลบร้อนเข้าไปใต้ร่มเงาต้นไม้หรือบ้านก็ได้ แต่ว่าห้ามอยู่ในที่ที่ปรับสภาพอากาศน่ะค่ะ ช่วงแรกๆหลังจากที่ตื่นเต้นกันจนสงบแล้ว (ประมาณครึ่งชั่วโมงค่ะ ฮ่า) ก็เป็นสี่ชั่วโมงที่เหมือนนรกเลยเชียวล่ะค่ะ กว่าจะครบสี่ชั่วโมง ทุกคนก็นอนพับไปกับพื้นกันหมด เหงื่อไหลอย่างกับอาบน้ำทั้งเสื้อผ้าเลยค่ะ ดื่มเครื่องดื่มเพิ่มเกลือแร่แล้วแต่ก็ยังเหนื่อยจนลุกไม่ไหวเลยค่ะ มาพูดตอนนี้อาจจะขำก็ได้ แต่ว่าตอนนั้นมันช่างทรมานจริงๆ!

เรื่องต่อมาคือลมล่ะค่ะ

ลมที่นี่ไม่ใช่ลมเย็นๆ สะอาดๆ พัดพอดีๆ อย่างที่เคยเจอเลย แต่ว่าพัดไปทุกทิศทางเลยล่ะค่ะ ตอนแรกๆก็ตกใจนิดหน่อยเหมือนกัน แถมยังมีฝุ่นดินติดมากับลมด้วย และถ้าอากาศร้อน ลมที่พัดมาก็จะเป็นลมที่ร้อนค่ะ

อาจจะน่าแปลกใจอยู่บ้างที่ลมร้อนได้ เพราะว่าสำหรับพวกเรา ลมในเชลเตอร์มีไว้เพื่อลดความร้อน ทำให้อากาศถ่ายเท ทำให้คนสบายตัวใช่ไหมคะ แต่ที่นี่ลมไม่ได้เกิดมาเพื่อคน ลมเกิดมาเพราะสภาพอากาศเป็นอย่างนั้นเอง ไม่ใช่เพื่อให้คนสบายตัวค่ะ ก็เลยมีทั้งร้อน เย็น ปนฝุ่นบ้างนิดหน่อย แต่ว่าหนูชอบแบบนี้นะคะ ทำให้รู้สึกอย่างกับว่าลมมีชีวิตเป็นของตัวเองด้วย มีความคิดเป็นของตัวเอง มีอิสระ อยากพัดไปทางไหนก็พัด แถมยังมีหลายอารมณ์ด้วย ถ้าลมโกรธขึ้นมาล่ะก็ วันนั้นทั้งวันก็จะคันคะเยอเพราะฝุ่นทรายเข้าไปติดทั่วทั้งตัวล่ะค่ะ (ฮา)

ตอนเย็นพวกหนูอาบน้ำในบ้าน เป็นระบบฝักบัวแบบเก่าค่ะ แต่ว่าหลังจากฝึกจบหมดแล้ว คุณผู้ดูแลก็จะปิดตายบ้านพักไว้จนกว่าเด็กรุ่นต่อไปจะมา ดังนั้นพวกหนูต้องฝึกทำทุกอย่างทั้งหมดรวมถึงการอาบน้ำโดยไม่มีเครื่องมือช่วยด้วย ตอนนอนท่ามกลางอากาศธรรมชาติคงจะอึดอัดน่าดู แต่คงไม่นานหรอกค่ะก็คงจะชิน

ผ่านเรื่องบ่นๆไปแล้วมาถึงเรื่องดีๆบ้างนะคะ

จริงๆแล้ว ... สวยมากเลยล่ะค่ะ ข้างนอกนี่น่ะ

ตอนเช้านะคะ ท้องฟ้าค่อยๆเปลี่ยนจากสีเทาเป็นสีเหลืองส้มจากตรงปลายขอบฟ้าด้านทิศตะวันออก จากนั้นตรงขอบฟ้าจะค่อยๆสว่างขึ้นเรื่อยๆ เป็นสีเหลือง สีเขียว สีส้ม สีแดง ทุกสีเลยล่ะค่ะ! ตอนนี้ถ้าเงยหน้าขึ้นมองข้างบนก็จะเห้นว่า ท้องฟ้าด้านบนกลายเป็นสีฟ้าอ่อนไปตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้ จากนั้นสีเทาก็จะถูกไล่จนไปจนมุมที่ขอบฟ้าด้านทิศตะวันตก แล้วในที่สุดก็หายไป กลายเป็นสีฟ้าสว่างไปทั่วทั้งฟ้าเลยค่ะ

ตอนกลางวันถึงแม้จะร้อนมากแต่ว่า เวลาที่ท้องฟ้าเป็นสีฟ้าที่สุด มองแล้วชื่นใจมากๆเ้ลยค่ะ เหมือนได้รับกาีรเติมพลังเลย ทุกคนก็รู้สึกเหมือนกันเลยล่ะค่ะ พอมองไปทางไหนก็จะเจอคนเงยหน้ามองฟ้าอยู่เรื่อย ตลกดี เหมือนทำกิจกรรมแปลกๆอะไรกันก็ไม่รู้

สักวันหนึ่งเราอาจจะชิน แล้วเห็นภาพท้องฟ้านี้เป็นเรื่องธรรมดาก็ำได้ แต่ว่าก่อนหน้านั้น ตอนที่เรายังประทับใจอยู่นี้ ก็มองไว้ให้มากๆ ดีกว่าค่ะ

ดวงอาทิตย์ค่อยๆ เดินทางไปจนสุดขอบฟ้าด้านตะวันตก ตอนที่พระอาทิตย์ตกนี้มหัศจรรย์ไม่แพ้ตอนอาทิตย์ขึ้นเลยล่ะค่ะ ท้องฟ้าจะมีสีทุกสีที่นึกออกเลย แต่ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นสีส้มแดงที่สวยมากๆ ดวงอาทิตย์เองก็ไม่สาดแสงร้อนๆอีกต่อไป แต่กลายเป็นดวงกลมสีแดงฉ่ำ เมฆที่ลอยเรี่ยอยู่ตามขอบฟ้าก็จะถูกย้อมเป็นสีกุหลาบด้วย แต่ว่าทุกอย่างผ่านไปรวดเร็วมากเลยล่ะค่ะ ดวงอาทิตย์วิ่งปรู๊ดลงมาตามผนังขอบฟ้า ไม่ถึงสิบนาทีก็จมดินไปเสียแล้ว เหลือแต่แสงอ่อนสาดทออยู่อีกแป๊บหนึ่ง ก่อนที่จะหลีกทางให้ดวงจันทร์กับดวงดาวค่ะ

ดวงจันทร์นั้นเป็นดวงคล้ายๆกับเวลามองดวงอาทิตย์จากในเชลเตอร์เลยค่ะ เป็นสีเหลืองอ่อนๆ ออกขาวๆ แล้วก็ดูเย็นๆ แต่ว่าก็แตกต่างกันอยู่เยอะเหมือนกัน เพราะว่าดวงจันทร์เมื่อมองแล้วก็จะอยากมองอีก แล้วก็อยากจะมองอยู่ตลอดไป ไม่อยากละสายตาเลยล่ะค่ะ ท้องฟ้าสีน้ำเงินแก่ตรงส่วนที่ใกล้กับดวงจันทร์ก็สว่างเรื่อๆเป็นวงกลม ดูเท่าไรเท่าไรก็ไม่เบื่อเลยค่ะ ผู้ดูแลบอกว่าพวกเราโชคดีที่มาช่วงที่พระจันทร์ใกล้เต็มดวง เลยได้ประทับใจกับแสงจันทร์เต็มที่

ตอนนี้ปลายเดือนสิบสี่ อีกแค่สองเดือนก็จะหมดปีแล้ว รู้สึกว่าเดือนแรกของปีที่นอกเชลเตอร์นี้มีสิ่งพิเศษมากอยู่ค่ะ คือหลังจากที่ร้อนสุดๆส่งท้ายปีแล้ว พอปีใหม่ฝนก็จะเริ่มตก ฝนปรอยๆจะตกอยู่แทบทั้งวันเกือบตลอดเดือน เมื่อเจอกับแสงแดดที่ทำมุมพอดีอย่างบังเอิญหลังจากแกนโลกเปลี่ยนทิศ ตลอดทั้งเดือนนั้นก็จะมีรุ้งกินน้ำหลายตัวประดับฟ้าอยู่ตลอดเลยค่ะ! รุ้งกินน้ำที่อยู่บนฟ้าจริงๆจะเป็นยังไงกันนะ แค่คิดก็ตื่นเต้นแล้วค่ะ

ภารกิจการ"ฝึกหัดอยู่นอกบ้าน"ของพวกเรายังเหลืออีกตั้งสองเดือนกว่า เอาไว้จะเขียนมาเล่าให้ฟังอีกเยอะๆเลยนะคะ

ถ้างั้นฉบับนี้ไว้แค่นี้ก่อนก็แล้วกัน รักษาสุขภาพด้วยนะคะ

 

รุรุ

ฉบับที่ 001

posted on 28 Mar 2008 00:57 by myartbox in NuovoMondo

วันที่ 18 เดือน 14 ศักราชใหม่ที่ 386

...

สวัสดีค่ะ

หนูมาถึงแล้ว ส่งเมล์นี้ทันทีที่ถึงที่พักเลยล่ะค่ะ

ในที่สุดก็มาถึงสักที ใช้เวลาเดินทางมากกว่าที่คิดมากทีเดียว คิดว่าประมาณสามวันได้...
ที่พักดูน่าสบายมากเลยค่ะ มีห้องเล็กๆแยกให้สำหรับไข่แต่ละฟอง (เอาไว้จะเล่าให้ฟังทีหลังนะคะ)

ฮ่า ลืมเล่าไปค่ะ เด็กที่ถูกคัดเลือกมาที่นี่ ผู้ดูแลเขาเรียกชื่อเล่นว่าไข่ เพราะเปรียบเสมือนไข่แห่งความหวังใหม่ของมนุษยชาติ! ฟังดูน่าอายอยู่หน่อยๆมั้ยคะ พวกเราก็ไม่ได้ไม่ชอบหรอก แค่รู้สึกจั๊กจี้นิดหน่อยที่ถูกเรียกว่าเป็นความหวังของมนุษยชาติ ก็คิดว่าโอเวอร์ไปหรือเปล่านะ เพราะถึงแม้พวกหนูจะไม่โดนคัดเลือกมา สักวันมนุษย์ก็จะออกมาใช้ชีวิตนอกเชลเตอร์ได้อยู่ดี พวกหนูเหมือนหนูทดลองมากกว่าความหวังของมนุษยชาตินะคะว่ามั้ย ฮ่าๆ

ตอนแรกเดินทางจากเมนเชลเตอร์ พวกเราก็ตกใจกันค่ะ เพราะบ้านใหญ่ที่เคยอยู่มาตั้งแต่เกิด พอมองจากที่ไกลออกไป ก็ค่อยๆกลายเป็นโดมเล็กๆ... ดูแล้วน่าใจหายยังไงบอกไม่ถูก และน่ากลัวด้วยค่ะ เหมือนกับว่าบ้านที่ปลอดภัยนั้นไม่สามารถคุ้มครองเราได้อีกแล้ว และโลกภายนอกนั้นมันช่างกว้างใหญ่เหลือเกิน เด็กเล็กๆร้องไห้กันระงม น่าอายไปหน่อย แต่หนูก็ร้องไห้ด้วยเหมือนกัน เพราะว่าการต้องออกมาอยู่ในที่ๆไม่เคยรู้จัก ไม่เคยมีใครไปมันน่ากลัวจริงๆ...

ที่ตรงนี้ ตามแผนที่เก่าน่าจะเป็นทวีปเอเชียค่ะ แต่ก็ไม่เชิงใช่เสียทีเดียว เพราะว่าหลังจากสงครามโลกเมื่อครั้งนั้น (ที่หนูก็เกิดไม่ทัน) แรงระเบิดใต้ทะเลก็ทำให้แผนดินกระจายเคลื่อนไปหมด ตอนนี้ผู้ดูแลบอกว่า ถ้ามองจากอวกาศ แผ่นดินที่พวกหนูอยู่เป็นแผ่นใหญ่มากรองจากแผ่นที่เมนเชลเตอร์ค่ะ เขาเอารูปถ่ายดาวเทียมมาให้ดูด้วย แผ่นดินที่พวกหนูอยู่อยู่ค่อนไปทางซีกบนของโลก แต่เมนเชลเตอร์อยู่บนแผ่นที่อยู่ซีกล่างค่ะ ใกล้ๆที่ที่พวกหนูอยู่นี้มีเกาะใหญ่อีกเกาะหนึ่งอยู่ทางตะวันตก ผู้ดูแลบอกว่าตรงนั้นคือที่ตั้งของเชลเตอร์โดมน้ำแข็ง เพราะว่าอยู่ฝั่งเหนือของโลกเลยค่อนข้างหนาวค่ะ แล้วก็ระบบปรับอากาศไม่ดีเท่าบ้านใหญ่ เพราะว่าต้องการใช้พลังงานส่วนใหญ่ที่บ้านใหญ่ ดังนั้นที่โดมเล็กนี้ก็เลยมีน้ำแข็งเกาะข้างนอกตลอดเลยล่ะค่ะ

ตอนนี้ยังไม่ค่อยรู้อะไรเท่าไรเพราะเพิ่งมาถึง จะเล่าเรื่องที่เขาบอกตอนอบรมให้ฟังก็แล้วกันนะคะ

สามเดือนแรกเราจะต้องอยู่ในบ้านที่จัดให้นี้ ในบ้านจะมีการปรับสภาพเหมือนที่บ้านใหญ่ค่ะ แต่ว่าจะค่อยๆลดการปรับสภาพลงทีละนิด แล้วเราก็ต้องออกไปอยู่นอกบ้านเยอะๆด้วยค่ะ ผู้ดูแลดูเหมือนจะระวังตรงจุดนี้มาก เพราะไม่แน่ใจว่าพวกเราจะสามารถทนกับอากาศข้างนอกเชลเตอร์ได้มั้ย เพราะอากาศในเชลเตอร์ก็ปรับสภาพให้เหมือนเมื่อก่อนเกิดสงครามมาคลอด 380 กว่าปีเลยใช่ไหมล่ะคะ นักวิทยาศาสตร์คิดว่าเมื่อรอให้เวลาผ่านไปแล้ว ธรรมชาติจะค่อยๆปรับตัวกลับสู่สภาวะสมดุลได้เอง แต่ดูเหมือนสภาวะสมดุลของโลกจะไม่ได้มีแค่สภาวะเดียวค่ะ ช่วง 110 ปีหลังมานี้ อากาศ น้ำ และพื้นดินข้างนอกหยุดการเปลี่ยนแปลงแล้ว ทั้งๆที่องค์ประกอบยังไม่เหมือนเมื่อก่อน นักวิทยาศาสตร์คิดว่านี่เป็นสภาพสมดุลใหม่ค่ะ เพราะฉะนั้น ถ้ามนุษย์อยากออกมาอาศัยอยู่นอกโดมอีกครั้ง ก็ต้องปรับตัวเท่านั้นค่ะ แต่ว่าไม่ต้องกลัวนะคะ เพราะว่าไม่ใช่ทุกคนในเชลเตอร์ต้องออกมาปรับตัวเพื่ออยู่รอด... ดูเหมือนมีแต่เฉพาะพวหนูเท่านั้นค่ะ และปีหน้าจะมีเด็กมาเพิ่มอีก แต่คนที่จะอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่พวกเรามาบุกเบิกจริงๆแล้วคือเจนเนอร์เรชันถัดไปค่ะ (มาพูดเรื่องเจนเนอเรชันถัดไปตอนนี้ก็กระไรอยู่ หนูยังไม่ได้คิดเรื่องมีลูกเลย)

พวกไข่ทั้งหมดมีเก้าสิบฟอง(คน)ค่ะ หลังจากแบ่งกลุ่มแล้วแต่ละกลุ่มจะได้เลือกว่าจะทำหน้าที่อะไร แล้วก็เข้ารับการอบรมค่ะ อย่างเช่นที่หนูคิดจะทำให้ได้เลยคือเกษตรกรรม ปลูกพืชค่ะ!!! ปลูกพืชลงบนดินจริงๆ แล้วก็รดน้ำจริงๆด้วย!!! แทบจะรอไม่ไหวแล้ว ตอนนี้ยังไม่ได้รับอนุญาตให้สัมผัสดินหรือน้ำนอกบ้านค่ะ ต้องรอให้ชินก่อน แล้วก็อบรมก่อนด้วย ส่วนเรื่องที่ว่าพืชที่ปลูกจะกินได้หรือเปล่านั้น ช่วงก่อนหน้านี้มีนักวิทยาศาสตร์มาทดลองปลูกไว้ตั้งนานแล้วล่ะค่ะ กินได้ไม่มีปัญหา คิดแล้วอยากจะลองกินเร็วๆจัง อย่าว่าแต่ลิ้มรสชาติของพืชเลยนะคะ แม้แต่สัมผัสหนูก็ยังไม่เคยสัมผัสเลย!!! เพราะว่าที่บ้านใหญ่ ส่วนที่ปลูกพืชคือใจกลางโดมเท่านั้น แล้วก็ใช้ระบบถ่ายเทอากาศใช่ไหมล่ะคะ ต้นไม้น่ะเคยเห็นก็แต่ในโฮโลแกรมเท่านั้นเอง

ตัวเลือกอื่นๆให้เลือกทำนอกจากเกษตรกรรมก็มีพวกช่างไม้ (ทำเครื่องมือและหัดสร้างบ้านอย่างง่าย) สิ่งทอ (หัดทอผ้าจากใยธรรมชาติและตัดชุด) การครัว (ทำอาหารแบบต่างๆจากวัสดุที่จำกัด) นายพราน (หัดแกะรอย ล่าสัตว์ และเรียนวิธีเอาตัวรอดในป่า) และอาลักษณ์ (บันทึกเรื่องราวที่เกิดขึ้นเก็บเอาไว้<---ดูเหมือนจะได้เรียนวิธีจารึกบนหินด้วยค่ะ ฮา) เท่านี้เองค่ะ แบ่งเป็นหกกลุ่ม กลุ่มละสิบห้าคน สำหรับทำงานในพื้นที่จริงแล้วเป็นจำนวนคนที่น้อยมากเลยว่าไหมคะ แต่ว่ากว่าจะอบรมเสร็จ กว่าจะหัดทำงานจนเป็น ก็คงใกล้เวลาที่เด็กใหม่จะมาแล้วล่ะค่ะ แล้วพวกหนูจะสอนงานให้น้องเอง!!

เริ่มรู้สึกเหนื่อยแล้วซีคะ เพราะเดินทางมาตั้งสามวัน พอได้ลงมาเหยียบพื้นที่มั่นคง ก็แทบจะหลับเลยค่ะ

ถ้างั้นฉบับนี้เอาไว้แค่นี้ก่อนนะคะ แล้วจะเขียนมาเล่าให้ฟังอีกเร็วๆนี้ค่ะ ว่าชีวิตใหม่เป็นยังไงบ้าง

คิดถึงบ้านใหญ่มากเลยค่ะ

 

รุรุ