OneShot

-one shot- ขนมและขอทาน

posted on 28 Feb 2008 23:12 by myartbox in OneShot

โปรดทราบ นิยายเรื่องนี้คือคือหนึ่งในกิจกรรมจากโครงการหนีความจริง ที่จัดทำขึ้นเพื่อให้นักศึกษาที่กำลังทุกข์ระทมกับงานและการสอบได้มีโอกาสได้เดินทางสู่โลกที่ไร้ซึ่งสิ่งแสลงเหล่านี้ โดยโครงการนี้จะจัดทำขึ้นปีละสี่ครั้ง (กลางเทอมต้น ปลายเทอมต้น กลางเทอมปลาย และปลายเทอมปลาย) และยังมีโครงการย่อยอีกหลายครั้ง ตามแต่โอกาสและเวลาที่นักศึกษาต้องการจะหลีกหนีความจริง นักศึกษาที่สนใจจะเข้าร่วมโครงการ ติดต่อได้ที่ myartbox.exteen.com โดยระบุชื่อ ที่อยู่ คณะที่เรียน และวันเวลาที่ต้องการจะหนีจากความเป็นจริง แล้วเราจะจัดส่งกิจกรรมถ่วงเวลาไปให้ท่านค่ะ

 

+

 

prologue

ไอ้เหี้ย...มองอะไรวะ มองอยู่ได้ทุกวัน

กูรู้หรอกว่าพวกมึงหิว แต่ลำพังตัวกูจะช่วยอะไรพวกมึงได้ เอาแค่ตัวเองรอดไปวันๆกูก็แทบจะตายแล้ว หมาแมวกูยังไม่มีเศษกระดูกจะให้ กูจะมีเงินให้ขอทานอย่างพวกมึงได้ยังไง...



story

วันนี้ร้อนจัดอย่างเคย แสงแดดจ้าจากกลางฟ้าสีจัดจ้านไร้ซึ่งเมฆสักก้อนช่วยให้ความร่มเย็น สุดาย่นคิ้วเมื่อร่มไม้ที่อาศัยเดินขาดตอนลง หล่อนมองเปลวแดดที่ระริกไหวนั้นพลางนึกชัง ไม่อยากจะก้าวออกไปจากร่มเงาที่บังอยู่ อย่างไรก็ตาม หล่อนไม่มีทางเลือกเพราะว่าขนมที่ต้องขายยังเหลืออยู่เต็มตะกร้า หากว่าขายไม่หมด อย่าว่าแต่ค่าใช้จ่ายประจำวันเลย เงินทุนก็อาจจะสูญไปด้วย ช่วงอากาศทารุณแบบนี้คนซื้อขนมกันน้อยจนต้องเหลือทิ้งบ่อยๆ ด้วยความเสียดายบางครั้งสุดาก็นำขนมนั้นมารับประทานเป็นข้าวเย็นเพื่อช่วยประหยัดค่ากับข้าวอีกทาง แต่บางครั้งเมื่อถึงเย็นขนมที่ทำจากกะทิและมะพร้าวก็บูดเน่าจนไม่สามารถรับประทานได้ ขนมที่เหลือไม่บูดเช่นพวกทองหยิบทองหยอดก็ไม่สามารถประทังให้อิ่มท้องได้ สุดาจำต้องควักเงินจากกระป๋องสังกะสีที่แอบไว้หลังตั่งวางรูปพ่อแม่มาซื้อข้าว

"วันนี้ก็เหลืออีกเหรอวะ..." หล่อนคิด อารมณ์คับแค้นปนน้อยใจกับความจำยอมพาสุดาเดินออกมาจากร่มใบบังสู่ความร้อนยามบ่าย เป้าหมายคือหมู่บ้านจัดสรรข้างหน้านั่น หล่อนย่ำเท้าเร็วขึ้นเมื่อคิดถึงขนมที่จะถูกขายออกไป และเงินที่จะเข้ามา
ในที่สุดก็ถึงบ้านหลังแรก รั้วต่ำตามแบบบ้านจัดสรรทั่วไปทำให้สุดาสามารถ ชะโงกหน้าดูได้ว่ามีใครอยู่หรือไม่ เมื่อเห็นในบ้านมีเงาคนไหวไหว หัวใจหล่อนก็เต้นแรง
"ป้าจ๋า ป้า ซื้อขนมมั้ย" สุดาร้องเรียกเงาที่อยู่ในบ้านแล้วยืนรออย่างมีความหวัง ทว่าชั่วขณะผ่านไป ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
"ซื้อขนมมั้ยจ๊ะ ขนมไทยหวานๆมันๆ อร่อยนะจ๊ะ" สุดาพยายามอีกครั้ง แต่ความหวังนั้นเหี่ยวแห้งไปหมดแล้ว ด้วยหล่อนรู้ดีว่า ใครที่ไม่ซื้ออะไรก็จะไม่ลำบากออกมาปฏิเสธ แต่จะใช้วิธีนิ่งเงียบเช่นนี้

หล่อนเดินต่อไปยังบ้านหลังต่อไป และหลังต่อไปอีก วนเวียนจนครบทั่วทุกซอย ทุกหลังไม่มีขาด ร้องเรียกขายเพื่อเงินค่ากับข้าวของวันนี้พรุ่งนี้ นี่หล่อนยังไม่กล้านึกถึงเงินทุนที่จะใช้ซื้อวัตถุดิบทำขนมเมื่อของเก่าหมดไปเลย แป้งเหลือน้อยเต็มทน ไข่ก็ต้องซื้อแทบทุกวัน...
ในที่สุดเมื่อเดินจนสุดครบทุกหลังก็บ่ายคล้อย สุดาขายขนมได้หกห่อ ได้เงินมาเก้าสิบบาท รวมกับเงินที่ขายมาได้ในตอนเช้าหกสิบบาท ตอนนี้หล่อนมีอยู่ร้อยห้าสิบบาทแล้ว
ขนมเหลือในตะกร้าอีกเกือบสิบห่อ อาจจะขายได้ก่อนค่ำ

ร้อยห้าสิบบาทนี้อาจจะช่วยต่อชีวิตหล่อนได้อีกถึงสองวัน แต่ว่าอากาศร้อนเหลือเกิน สุดามองตู้น้ำอัดลมในร้านค้าพลางนึกอยากจะควักเงินสักสิบห้าบาทออกมาซื้อเป๊บซี่เย็นๆกินสักกระป๋อง หล่อนรีบเบือนหน้าไปทางอื่น แล้วหยิบขวดน้ำที่หล่อนกรอกและนำมาจากบ้านขึ้นมาดื่ม ขวดน้ำนี้เมื่อน้ำหมดก็หาเติมไปตามทาง หล่อนเคยได้ยินว่าน้ำประปาที่กรุงเทพนี้ดื่มได้ สะอาดและปลอดภัย แต่มันก็เหม็นเหลือเกิน ทั้งกลิ่นคาวและกลิ่นคลอรีน สู้น้ำฝนจากตุ่มบ้านหล่อนที่บ้านนอกไม่ได้เลย บางครั้งสุดานึกอยากจะกลับไปอยู่ที่บ้านเดิม ติดที่ว่าไม่รู้จะทำมาหากินอะไร จึงต้องยังทนทำขนมมาเดินขายอยู่อย่างนี้

จากหมู่บ้านจัดสรร สุดาเดินลัดเลาะตามถนนที่จะนำกลับบ้านพลางขายขนมไปเรื่อยๆ อากาศเริ่มคลายความร้อนแสบ แต่ยังอบอ้าวอยู่ ที่ตีนฟ้ามีเมฆอยู่บ้างทำให้แสงอาทิตย์ลับไปเร็วกว่าปกติ เหลือแต่ความสว่างไสวลอดหมู่เมฆออกมาเท่านั้น สุดาโชคดีได้เจอกลุ่มเด็กมหาวิทยาลัยที่กำลังเดินไปขึ้นรถไฟฟ้า พวกเธออุดหนุนขนมอีกหลายห่อ อาจจะเพราะสงสารหล่อนก็เป็นได้ แต่ไม่ว่าจะเพราะอะไรสุดาก็ดีใจที่ขายขนมได้อีก หล่อนนับเงินอย่างชื่นอกชื่นใจ อีกเจ็ดสิบห้าบาท ยังไม่ทันค่ำด้วยซ้ำ!

ใกล้บ้านของสุดามีสวนสาธารณะเล็กๆ ค่อนข้างสกปรกเหมือนสวนสาธารณะที่ไม่ค่อยได้รับการดูแลเอาใจใส่เท่าไรนัก แต่มีม้านั่งใต้ร่มไม้ให้ได้พักพอหายเหนื่อยก่อนกลับบ้านทุกวัน บางครั้งเช่นวันนี้จะมีเด็กๆมาวิ่งเล่นกันบ้าง แต่ไม่บ่อยนักเพราะสวนแห่งนี้ดูจะไม่ค่อยสะอาดปลอดภัยสำหรับคนที่มีอันจะกิน สุดารอจนเด็กสองสามคนนั้นเล่นจนเหนื่อย แล้วกวักมือเรียกให้มาเลือกซื้อขนม

"หนูจ๋า ... ขนมมั้ยจ๊ะ อร่อยนะ หวานมัน" เด็กๆหันมามองแล้วค่อยๆเดินมารุมล้อม
"ห่อละสิบห้าบาทเองจ้ะ" สุดายิ้มให้เด็กๆทีละคน
"อันนี้อะไรน่ะ ป้า" เด็กผู้ชายคนหนึ่งถาม
"นี้ตะโก้จ้ะ ข้างบนเป็นกะทิ ข้างล่างหวานๆ" สุดาตอบ หยิบห่อตะโก้ขึ้นจากตะกร้ายื่นส่งให้เด็กคนนั้น
เด็กๆมองหน้ากัน พลางรับขนมไว้ ก่อนจะควักเงินออกมาจ่าย
"เค้าอยากกินอันนี้" เด็กผู้หญิงบอก มือน้อยๆชี้หม้อแกง
"อันนี้หม้อแกงจ้ะ หวานๆเค็มๆมันๆ" สุดาพูดอย่างดีใจ เพราะอาจจะขายได้อีกห่อ
"แต่เรามีเงินแค่สิบห้าบาทนี่แหละ" เด็กผู้ชายคนที่ซื้อขนมบอก
"เรามีสิบบาท" เด็กผู้ชายอีกคนควักเหรียญในกระเป๋าออกมา
"เค้ามีสิบบาทด้วย" เด็กผู้หญิงบอก
"แต่ถ้าเหลือห้าบาท เราก็ซื้อน้ำกินไม่ได้ซิ น้ำขวดละสิบบาทแน่ะ" อีกสองคนแย้ง

มองดูเด็กๆนิ่วหน้าอย่างกลุ้มใจแล้ว สุดาจึงบอกว่า
"ป้าใกล้จะกลับบ้านแล้ว ขายให้ห่อละสิบบาทก็แล้วกันนะ สองห่อนี้ป้าเอายี่สิบบาทก็ได้"

เด็กๆยิ้มอย่างดีใจ จ่ายเงินให้สุดายี่สิบบาทแล้วพากันวิ่งไปซื้อน้ำ นั่งกินขนมกันอย่างเอร็ดอร่อย สุดานั่งมองแล้วอดยิ้มไม่ได้ ดีใจที่ได้เงินก็ยังไม่อิ่มใจเท่าเห็นคนอื่นกินขนมของหล่อนอย่างอร่อยเช่นนี้ เมื่อครั้งอยู่บ้านนอกหล่อนภูมิใจนักหนากับฝีมือของตน ตั้งแต่เข้ามากรุงนี้หาคนชื่นชมขนมของหล่อนยากเหลือเกิน
เมื่อเริ่มมืด แสงค่ำรำไร สุดาจึงลุกขึ้นเดินกลับบ้าน หล่อนสบายใจมากขึ้นกับค่ากินอยู่วันพรุ่งนี้ ขนมเหลือในตะกร้าเพียงสามห่อ ไม่เป็นไร


ที่ปากทางเข้าบ้านสุดานั้น เป็นที่นอนของชายจรจัดสองสามคน และยังมีเด็กอีกคน สุดามักจะลำบากใจเสมอเมื่อต้องเดินผ่านตรงนั้น เนื่องจากชายเหล่านั้นมักจะจ้องมอง ...สุดาไม่เคยมองกลับไปหรอก จึงไม่รู้ว่าเขาจ้องหล่อนด้วยสายตาแบบไหนกันแน่ ไม่ใช่หรอก ไม่ใช่สายตาหื่นกระหายที่หล่อนกลัว แต่หล่อนกลัวสายตาวิงวอน หรือสายตาตัดพ้อต่อว่าต่างหาก สุดาไม่ใช่คนไร้น้ำใจ ถ้าช่วยได้หล่อนก็อยากช่วย แต่หล่อนจะทำอะไรได้ในเมื่อแค่ปากท้องตัวเองก็เอาไม่รอดอย่างนี้? หล่อนกลัวสายตาที่จะพูดว่า หล่อนมีบ้านอยู่ หล่อนมีกิน มีใช้ ทำไมหล่อนจึงไม่สงสารพวกเขาบ้าง โธ่...บ้านของหล่อนน่ะใช้เพียงแค่ซุกหัวนอนเท่านั้น กินหล่อนเองก็ไม่ค่อยได้กิน หล่อนอยากจะบอกพวกนั้นเหลือเกินว่ามันก็ไม่ต่างกันเท่าไรหรอก

วันนี้ก็เช่นกัน เมื่อสุดาเดินกลับมาถึงปากซอย สายตาสองคู่ก็จ้องมาที่เสียงฝีเท้าของหล่อน อีกสองคนคงจะออกไปขอทานกระมัง... สุดาคิด หล่อนพยายามเดินเลี่ยงเบี่ยงออกไปนิดหน่อยเพื่อลดความอึดอัดที่ต้องเดินผ่านกัน

"ป้า!!" เสียงเล็กร้องตะโกน สุดาสะดุ้งสุดตัว
"ป้า" เสียงเรียกซ้ำอีกครั้ง สุดาค่อยหันกลับไปตามเสียง กลัวเหลือเกินว่าเด็กน้อยจะขอสตางค์ สองร้อยสี่สิบห้าบาทในกระเป๋านั้นหล่อนคิดคำนวณไว้แล้วว่าจะใช้ทำอะไรอย่างไรบ้าง ไม่อยากให้ขาดไปสักแดงเดียว

"ป้า ขอซื้อขนมหน่อย" เด็กน้อยพูดประโยคที่สุดาไม่เคยคิดว่าจะได้ยินขึ้น หล่อนยืนนิ่งงัน
"ป้า ขายมั้ย?" เสียงเดิมถามขึ้นอีกครั้ง สุดาจึงตื่นจากภวังค์ ชายจรจัดอีกคนซึ่งคงเป็นพ่อจึงพูดขึ้นมา
"ไอ้หำมันอยากกินขนมนานแล่ว แต่บ่มีเงิน มันจ่มอยากกินซือมื่อ วันนี้พี่มันเลยออกไปขอทานเพิ่ม ให้เงินมันไว้ซื้อขนม ซิบห้าบาทแม่นบ๊?"

......

ไอ้หำมันอยากกินขนมนานแล่ว แต่บ่มีเงิน ... เสียงชายคนนั้นดังก้องอยู่ในหูสุดา พวกเขาไม่ได้ต้องการ"ขอ"จากหล่อน แต่รวบรวมเงินจนสามารถ"จ่าย"ให้หล่อนได้

ความรู้สึกที่บรรยายไม่ได้ผุดขึ้นในหัวใจของสุดา หล่อนเคยคิดว่าชายเหล่านี้ยากจน จิตใจหยาบกระด้าง เคยกลัวพวกเขาจะมาแย่งชิงสิ่งที่หล่อนมีเพียงเล็กน้อยไป แต่พวกเขากลับเห็นใจหล่อนที่หาเช้ากินค่ำ หาเงินเพื่อมาจ่ายให้หล่อนเป็นค่าน้ำพักน้ำแรง
ภาพสังคมที่บ้านนอกปรากฏขึ้นในมโน ภาพการแบ่งปัน ภาพเพื่อนบ้านที่จิตใจอ่อนโยนต่อกัน นี่เมืองกรุงทำให้หล่อนเองที่กลายเป็นคนหัวใจกระด้างตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้ ความลำบากทำให้หวาดกลัวต่อคนรอบข้างและปิดหัวใจจากทุกคน ใช้ชีวิตอยู่ในเปลือกที่ไม่ต้องมีสัมพันธ์อะไรกับใคร วันๆทำขนม เร่ขายของแล้วก็เข้านอน

"ซิบห้าบาทแม่นบ๊นาง?" เห็นสุดานิ่งเงียบไปนาน ชายพเนจรจึงถามขึ้นอีกครั้ง
"เพิ่นซิบ่ขายให่เฮาติอีพ่อ?" ไอ้หำถามพ่อของตน ชายผู้พ่อเขย่าหัวลูกอย่างเอ็นดู
"ขายติ๊ เพิ่นซิขายยู้ บักหำไปเลือกเอาไป๊" เขาพูด พลางยื่นเงินส่งให้สุดา

สุดาหยิบขนมออกมาจากตะกร้า หล่อนยื่นขนมสองห่อให้เด็กน้อย

"บเอาตังดอกบักหำ ขายเหลือยูแล่วเด๊ เอาไปโลด" สุดาพูดสำเนียงอิสานบ้านเกิด สร้างความเป็นกันเองขึ้นในบรรยากาศในทันใด

"เอ๊า บ่ได้ดอก คิดตังเตอะอีนาง ของซื่อของขาย" พ่อของบักหำคะยั้นคะยอยื่นเงินให้ แต่สุดายังปฏิเสธ

"เหลือก็ทิ้งดอกอ้าย บ่เป็นหยัง ซอยเหลือกัน คันหนูรู้ว่าบักหำอยากกินขนม กะสิไห้นานแล่ว ขายเหลือซือมื่อเลย" สุดาบอกพลางขยี้หัวเด็กชาย

"มื่ออื่นมาท่าตรงนี้เด้อบักหำ เอื้อยสิเอาขนมมาให้อีก"

เด็กชายฉีกยิ้มกว้าง.... กว้างจนสุดาต้องยิ้มตาม หล่อนน้ำตาคลอ ไม่ใช่เพราะซาบซึ้งใจ หรือปลื้มใจ แต่หล่อนรู้สึกว่าในเมืองกรุงอันห่างไกลและโดดเดี่ยวนี้ หล่อนไม่ได้อยู่คนเดียวแล้ว ความสัมพันธ์ระหว่าง"คน"กับ"คน"เหมือนที่บ้านนอกมันอบอุ่นกว่าที่สุดาเคยคิด หล่อนเคยอดทนอยู่กับน้ำแข็งในใจ เพื่อให้ยืนหยัดอยู่ในเมืองคับแคบนี้ได้ แต่ตอนนี้ความอบอุ่นของ"คน"ทำให้น้ำแข็งก้อนนั้นละลายลงในครั้งเดียว คงจะเป็นน้ำมากมายจากน้ำแข็งนั้นกระมังที่ไหลผ่านออกมาทางตา

"เอ้า เอ้า บ่ต้องไห่เด้อ บ่เป็นหยังดอกนาง" ชายจรจัดหัวเราะ ด้วยวัยอันมากกว่า เขาคงจะเข้าใจความรู้สึกของหล่อน


จากวันนี้ครอบครัวคนจรจัดนี้ไม่ใช่ขอทานพเนจรสำหรับสุดาอีกแล้ว แต่เป็นเพื่อนที่ทักทายกันทุกเช้าเย็น บางครั้งก็นั่งกินขนมที่เหลือของสุดาด้วยกัน แม้บางครั้งขนมขายเหลือเยอะ ไม่มีเงินจะกินข้าว สุดาก็ไม่รู้สึกเป็นทุกข์ขมขื่นใจมากเท่าเมื่อก่อนแล้ว เพราะเมื่อหล่อนกลับบ้านนั้น ยังมีเพื่อนที่จะนั่งล้อมวงกินขนมด้วยกัน คุยเรื่องต่างๆให้กันฟัง แม้ไม่อิ่มท้องแต่สุดาอิ่มใจ มนุษย์เราอาจต้องการปัจจัยสี่ในการดำรงชีวิต แต่ในการดำรงจิตใจนั้น ต้องการความอบอุ่น ความเชื่อใจ ความรักจากเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ตอนนี้สุดารับรู้ความจริงข้อนี้เป็นอย่างดี



............

ณ ปัจจุบัน ครอบครัวขอทานได้เปลี่ยนตัวเองมาช่วยสุดาทำและขายขนม เมื่อคนมากขึ้นก็เดินขายได้กว้างขึ้น สุดาแบ่งเงินกำไรที่ขายได้ให้ครอบครัวนี้ถึงสองในสามส่วน (ซึ่งมากกว่าเงินที่พวกเขาเคยขอทานได้ในแต่ละวัน) ส่วนตัวสุดาเองเริ่มมีเงินเก็บบ้าง และเริ่มตั้งความหวังว่าอาจจะมีแผงขายขนมเป็นของตัวเองสักแผงหนึ่ง หล่อนจะไปตั้งขายประจำในที่ที่คนเยอะๆ และแบ่งขนมอีกส่วนให้ครอบครัวบักหำเดินขายตามเดิม หากมีเงินกันสักก้อนหนึ่งแล้ว ....จะใช้ทำอะไรก็ค่อยคิดก็แล้วกัน เพราะสุดาไม่เคยมีเงินเก็บเลย หล่อนขอเวลาไปคิดก่อน แล้วถ้าหากคิดได้ว่าจะทำอะไรหล่อนจะฝากมาบอกทีหลัง



...

28-02-2008 23:12