worthlesstalk

สยองขวัญข้างบ้าน...

posted on 13 Jul 2010 14:25 by myartbox in worthlesstalk

อยากอัพบ่นๆ เจอเรื่องไม่พึงประสงค์เท่าไร เอนทรีนี้มีแต่เล่าๆบ่นๆนะคะ 

ในซอยบ้านรุ เมื่อก่อนนี้มีบ้านไม่กี่หลัง บ้านรุเป็นบ้านท้ายสุดเลย
แต่แล้วก็มีคนนั้นคนนี้เข้ามาปลูกบ้านเรื่อยๆ (แหงสิ...)
ตอนนี้กลายเป็นบ้านกลางซอยไปแล้ว
บ้านท้ายซอยเป็นของยายขี้เหนียวคนนึง แกทำบ้านเช่าให้คนเช่า
ไม่ชอบเลย.....ไม่ใช่บ้านเช่าดีๆ เป็นแบบเล็กๆ อยู่เป็นครอบครัวไม่ได้
พวกที่มาเช่าเลยมีแต่นักเรียนมาเช่าซ่องสุม..... จะบอกว่าน่ากลัวมาก
ไม่อยากให้ละแวกบ้านเป็นแบบนี้เลย เสียใจมากๆ
แต่ก็กลางคืนไม่ออกจากบ้านอะไรแบบนี้ ก็เลี่ยงปัญหาเอาน่ะค่ะ

เมื่อปีที่ผ่านมาก็มีแม่ค้าในตลาดมาปลูกบ้าน อยู่ตรงข้ามบ้านรุแบบเยื้องๆหน่อย
คือบ้านรุรั้วมันยาว บ้านนี้ก็จะอยู่ตรงรั้วบ้านพอดี
แล้วก็ เขาอยู่คนเดียว

นอกจากเป็นคนเอะอะโวยวายฉิบหาย และไม่ค่อยมีมารยาทแล้วก็ไม่มีอะไร
จนกระทั่งคืนเมื่อวาน ตอนที่กำลังจะเข้านอน หมาก็เห่าผิดปกติมาก
แล้วก็ยังมีเสียงเหมือนคนทุบอะไร ปัง ปัง ปัง ปัง โคตรผิดปกติ... เลยออกมาดู
ก็ดูอยู่ในบ้านอะแหละค่ะ ในบ้านปิดไฟแล้ว มองออกไปก็เห็นข้างนอกตรงถนน

มีผู้ชายเสื้อดำนั่งทุบอะไรไม่รู้ เอาไม้ทุบๆๆ เดินไปเดินมา แล้วก็มานั่งทุบๆๆอีก
ลุกขึ้นมาเดินโซเซ แล้วทรุดลงไปนั่งอีก แล้วก็โซเซไปหาของมาทุบๆๆอีก
แล้วก็...........เดินมาส่องเข้ามาดูในรั้วบ้านรุ!!! เฮ้ยน่ากลัวมากกกกกกกกกก
มันก็ทำงั้นหลายรอบค่ะ เดินเป็นสามเหลี่ยม นั่งทุบ มาส่องรั้วบ้านรุ
ส่องทำไมวะ........กุกลัวนะเว้ย..........

โทรเรียกตำรวจค่ะ

ระหว่างที่ตำรวจยังไม่มา ไอ้หมอนี่ก็ไปกดกริ่งบ้านตรงข้าม
ค่ะ......บ้านที่อยู่คนเดียวน่ะค่ะ
ตอนแรกก็นึกว่ามันกดมั่วซั่ว ยังคิดว่าอย่าออกมานะ เดี๋ยวมันตีหัวเอาตายอะ
ปรากฏว่าพอออกมา อีก็ร้องตกใจ แล้วรีบมาประคองไอ้หมอนั่นเข้าบ้าน

..............เอ่อม..............? 

สรุปเจ๊รู้จักมันใช่มะ?? 

พอเปิดไฟในบ้าน ปรากฏว่ามีอีกหลายคนมาก........
ไหนว่าเจ๊อยู่คนเดียว??

แล้วคุณตำรวจก็มาถึง นอกบ้านไม่มีคนแล้วมีแต่ซากที่มันทุบๆๆๆไว้
คุณตำรวจเซนส์ดี ไปเรียกบ้านตรงข้าม ไม่รู้ว่ารู้ได้ยังไง
(ก็คงเพราะมันทุบของบ้าบออะไรของมันหน้าบ้านนั้นด้วยล่ะ)
พอเรียกปุ๊บ ไอ้คนเมื่อกี๊ก็ออกมา

เจ๊ข้างบ้านรีบดึงมันกลับเข้าไปซ่อน และปิดไฟในบ้านไม่ให้มองเห็น 

...................นี่เจ๊ไม่ใช่แค่รู้จักมันแล้วใช่มะ???

ตำรวจก็เตือนๆอะไรสักพักแล้วก็ไป พอตำรวจไปเจ๊ก็เปิดไฟในบ้าน
ผู้ชายอีกคนเดินออกมา บอกว่า "เฮ้ยไปแล้วๆ ออกมาได้"
คนอีกสี่ห้าคนในบ้านกรูกันออกมาดู ไอ้เสื้อดำก็ออกมา......อาละวาด

จะบอกว่าไม่ใช่อาการ คนเมาเหล้า แต่เป็นอาการ คนเมายา...
อาละวาดโวยวาย ถอดเสื้อโยนทิ้ง คว้าที่ตากผ้ามาฟาดแหลกไปทั่ว
ฟาดคน ฟาดของ ฟาดรถ ฟาดประตู อืม.....ดูอยู่ในบ้านยังโคตรกลัวเลยว่ะ
ไอ้พวกหลายๆคนนั้นก็มาช่วยกันจับ ร้องโวยววายกัน

โทรแจ้งตำรวจอีกรอบ

พอตำรวจมาถึงอีก เจ๊ก็รีบเอาไอ้เสื้อดำไปซ่อนอีก 
แต่ขอบคุณสวรรค์ คราวนี้คุณตำรวจไม่ยอมไปแล้ว ยังดูท่าทีต่ออีก
ไอ้พวกคนอื่นๆเลยขอตัวกลับหมด
(โดยพูดว่า "วันนี้ไปก่อนนะ" .......นี่มึงจะมาอีกใช่มั้ย??)
หลังจากเจ๊เอาไอ้เสื้อดำเข้าบ้าน ก็ออกมาคุยอะไรไม่รู้กับตำรวจ
ตำรวจก็คงทำอะไรไม่ได้มากกว่านั้น ก็เลยต้องไป....
เจ๊ก็ปิดไฟหน้าบ้าน ทำเหมือนเตรียมเข้านอน

แล้ว.....พอตำรวจไปลับตา เจ๊ก็เปิดไฟอีก

เจ๊......บ้านเจ๊ทำอะไรกันแน่คะ?? 


พฤติกรรมเจ๊น่าสงสัยจนไม่รู้จะพูดไงแล้วค่ะ
เจ๊รีบปิดไฟตอนตำรวจมา แล้วรีบเปิดไฟตอนตำรวจไป ส่งสัญญาณอะไรคะ??
แล้วเจ๊เอาใครที่ไม่ใช่คนในบ้านมาทำไรในบ้านตอนตีสองคะ?? ซ่องสุม?
แล้วเจ๊จะเมายากันบ่อยมั้ย?? อะไรของเจ๊เนี่ย เครียดนะเว้ย
ทำไมในละแวกบ้านมันกลายเป็นแบบนี้ เครียดมากๆค่ะตอนนี้ =*=

แต่ก็คงรอดูไปก่อน ถ้ามีเหตุการณ์แบบนี้บ่อยๆก็.... ก็.........

ก็จะทำไงดีวะ!?  

ขอกล่องแดงมาติดหน้าบ้านดีมั้ย?? 

+

ป.ล. จากเอนทรีโตโตโร่คือยมทูต 

สรุปคิดๆดูแล้วหลายตลบ สำหรับรุ โตโตโร่ก็เป็น "วิญญาณธรรมชาติ" อยู่ดีอ่ะค่ะ
ไม่ว่าจะตีลังกามองอีท่าไหนก็เป็นวิญญาณธรรมชาติ แถมเป็นมิตรด้วย
ถ้าซัทสึกิกับเมย์ตาย แล้วไปอยู่กับโตโตโร่ รุก็คงจะถือว่า "กลับสู่ธรรมชาติ"
ส่วนเรื่องมองเห็นตอนใกล้ตาย ก็คงไม่ใช่ประเด็นน่ะค่ะ.....

โทนาริโนะ โต๊ะโตโร่ะ โต๊ะโตโระ~ 

ผลของปีชง

posted on 08 Jul 2010 21:55 by myartbox in worthlesstalk

เพื่อน อ. (นามไม่สมมุติ) มาปรึกษาบอกว่า ช่วงหลังมานี้เป็นอะไรก็ไม่รู้
ไม่รู้ทำไมถึงโมโหตลอดเวลาเลย หงุดหงิด ทั้งที่ไม่ได้มีอะไรเป็นต้นเหตุ
คนรอบตัวโดยเฉพาะคนใกล้ๆเช่นครอบครัวหรือแฟนจะโดนพิษสงเยอะมาก
อย่างคุยโทรศัพท์ก็หงุดหงิดตลอดเวลาขึ้นมาเฉยๆ จนเผลอทำน้ำเสียงแย่ๆ
ไม่สิ...ไม่ใช่เผลอ แต่ห้ามตัวเองไม่ให้หงุดหงิดไม่ได้ต่างหาก
แม้จะรู้ว่าตัวเองไร้เหตุผล แต่ก็หยุดหงุดหงิดไม่ได้ สุดท้ายต้องตัดสายวาง

ก็เลยถาม....เกิดปีหมูใช่ปะ จำได้ว่าปีเดียวกัน

เพื่อน อ. บอกว่าใช่

อืม...ไม่ต้องหาเหตุผลแล้ว คือแกชงว่ะ

+

ชง คำพูดที่หลายๆคนได้ยินทุกปี แต่คงไม่ค่อยเก็ท
สารภาพว่ารุเองก็ไม่เก็ทจนถึงเมื่อปีก่อนค่ะ ว่าชงแล้วมันจะทำไมนักหนา
แต่เมื่อปีก่อน (2009) พ่อและน้องชายโดนปีชง

ขอบอกว่า............บ้านแตก

แม่งหงุดหงิดอะไรกันนักหนาไม่รู้ แล้วพาลด้วยนะ
ทั้งกริยา คำพูด อาการ คือปีนั้นรุร้องไห้ไปหลายหนมากๆจากการโดนวีนใส่
ทุกวัน ทั้งวัน แม่งจะหงุดหงิดอะไรกันหนักหนา
น้องชายนี่ถึงขั้นทำลายข้าวของในบ้านเพราะโมโหบ่อยมาก

แล้วบรรยากาศของการหงุดหงิดเพราะชงมันจะนอยมากๆ
พูดแบบนิยายคือ เหมือนมีมีดยักษ์คมๆมากรีดทุกคนที่อยู่ในที่นั้นเลยล่ะค่ะ
อีคนที่หงุดหงิดก็พร้อมจะหงุดหงิดทุกเรื่อง เจออะไรก็ไม่ถูกตาไปหมด
แม้กระทั่งเรื่องที่ไม่มีอะไรเลยก็ยังหงุดหงิด ยิ่งรู้ว่าตัวเองไม่มีเหตุผลยิ่งหงุดหงิดโคตรๆ

และ.......รู้ตัวแล้วหยุดไม่ได้ด้วยนะ ปกติถ้ารู้ตัวว่าหงุดหงิดก็เบรคได้บ้างใช่มั้ยคะ
แต่ถ้าชงเหรอ..... ไม่ กูไม่อยากเลิกหงุดหงิด ก็กูหงุดหงิดอะ กูโมโห ใครจะทำไม 

ทำไมรู้เหรอคะ......แบบว่าปีนี้ชงเหมือนกัน 5555

ปีที่แล้วน้องชายกับพ่อ ปีนี้รุกับแม่
รุปีหมู ยังอยู่ในขั้นแค่ "ร่วมชง" แต่แม่ปีวอก ชงเต็มๆ ชงแบบไม่รู้จะชงยังไงแล้ว

สังเกตตัวเองได้ชัดมากเลยนะ เมื่อก่อนกับพ่อแม่ยังไงรุก็ไม่เคยแข็ง
ปีนี้...กูหงุดหงิดว่ะสัส บางทีพูดอะไรไม่ถูกหูหน่อยเดียวมันก็ปรี๊ดขึ้นมาเลย
ไอ้คนไม่เคยกล้าหืออย่างรุถึงขั้นกระแทกข้าวของระบายอารมณ์ใส่พ่อแม่เลยเชียว
ขนาดแค่ร่วมชงนะ............

แม่นี้ไม่ต้องพูดถึง ปกติแม่เป็นคนเก็บอารมณ์มาก มากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
แต่ปีนี้แม่จะปรี๊ดบ่อยมาก ปรี๊ดแรงด้วย แล้วก็จะบ่นๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆไม่หยุด
บางทีบ่นมากรุฟังแล้วเกิดปรี๊ดขึ้นมาอีกคนนี่ก็แย่กันเลยทีเดียว 

+

2553 ชงอะไรบ้าง กาแฟ? โอวัลติน? ชาเนสที?

ดูตามแผนภาพที่แสนจะง่ายอันนี้

จะเห็นว่าปีที่ชงและเขม่นกับปีเสือที่สุดคือปีวอกที่อยู่ทิศตรงกันข้าม ชง 100%
ส่วนปีขาลที่ตรงกับปีนี้พอดี เขาว่าทับเจ้า ชงครึ่งหนึ่ง 50%
อีกสองปีคือกุนและมะเส็ง จัดไป 25% (เป็นสัดส่วนดีจัง...)

ปีที่ชงนับเริ่มจากตรุษจีนปีนั้นถึงตรุษถัดไป
แต่ขอบอกว่าอาการชงน่ะ......เริ่มก่อน และจบทีหลัง =_=
ช่วงปลายๆปีก่อนถึงปีชงจะเริ่มๆมีอาการไร้เหตุผล หงุดหงิดง่ายแล้ว
และกว่าจะหายก็ต้องหลังตรุษปีถัดไปสักสองสามเดือน

และอาการชงจะมากน้อยต่างกันตามธาตุปีเกิดด้วยค่ะ
อย่างเช่นปีนี้เป็นปีที่ขาดธาตุน้ำ อะไรๆก็จะติดขัด
แต่รุเกิดปีกุนธาตุน้ำ ธาตุน้ำนี้จะช่วยหนุนนำให้รุผ่านอุปสรรคได้ง่ายขึ้น

ธาตุที่รุรู้ตอนนี้มี คนปีกุนที่ปีนี้อายุ 75 ธาตุไม้, อายุ 63 ธาตุไฟ, อายุ 51 ธาตุดิน,
อายุ 39 ธาตุโลหะ, อายุ 27 ธาตุน้ำ, อายุ 15 ธาตุไม้, อายุ 3 ธาตุไฟ

หรือคนปีวอกที่ปีนี้อายุ 78 ธาตุน้ำ, อายุ 66 ธาตุไม้, อายุ 54 ธาตุไฟ,
อายุ 42 ธาตุดิน, อายุ 30 ธาตุโลหะ, อายุ 18 ธาตุน้ำ, อายุ 6 ธาตุไม้

ส่วนปีอื่นๆรุไม่รู้เหมือนกัน... แบบว่ามีหนังสือแค่ปีของรุกับของแม่ง่ะ
ถ้าสนใจลองไปเมียงมองแถวซีเอ็ด เล่มนี้เจ๋งดีค่ะ (แต่หลังๆเน้นขายของไปนิด)

 

ไม่ได้โฆษณานะตัว....แค่แนะนำ

+

แล้วทำไงดี

หลายๆคนอีกนั่นแหละคงจะเคยได้ยินคนบอกให้ไปวัดเล่งเน่ยยี่
บูชาเครื่องรางมาพกไว้ซะ โดยเฉพาะเทพไท้ส่วย (ไท้ส่วยเอี๊ย)

แล้วก็รุสารภาพอีกนั่นแหละว่าเมื่อก่อนไม่เชื่อเล้ย.....ว่าจะช่วยอะไรได้
จนกระทั่งตัวเองชงเอง และมีเครื่องรางของตัวเอง ปรากกว่ามันได้ผลฟร่ะ
ไม่รู้ว่าพลาซีโบ หรือว่าได้ผลจริงๆ แต่สรุปคือมันได้ผล
ถ้าหงุดหงิดไร้เหตุผลนอยไม่รู้เรื่อง หยิบไท้ส่วยเอี๊ยมาถือสักพักสงบใจได้
(ฟังดูไม่น่าเชื่อไงไม่รู้.....)
และขอบอกว่าอาการเจ็บเนื้อเจ็บตัว บาดเจ็บบ่อยๆก็หายไปด้วยค่ะ

แต่ เอ่อ...รุทำหายไปสักช่วงนึงแล้วอะ
ไม่รู้ใส่ไว้ในกระเป๋าไหน แล้วโดนใครเอาไปเก็บที่ไหน ไม่ได้พกมาสองเดือนแล้วมั้ง
ขอบอก........ซวยเช็ดค่ะ = = เจอเรื่องซวยๆบ่อย แผลอื้อซ่า ป่วยอีก

ไท้ส่วยเอี๊ยขาาาา กลับมาหาหนูเถอะะะะะ 

เฮ้ย!! นอกเรื่อง! เข้าฝั่ง!!

.....

ถึงไหนแล้วอะ อ๋อ ทำยังไงดี

คือไม่ใช่ทุกคนที่จะมีโอกาสไปบูชาเครื่องรางมาพกแก้หงุดหงิดใช่ไหมคะ

รุคิดว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือคุณต้องรู้ตัวก่อนว่า เฮ้ยปีนี้กูชงนะ
เวลาหงุดหงิดก็จะสามารถบอกตัวเองได้ว่า อ๋อ...กูชงไง
การที่บอกตัวเองได้ว่านี่ที่กูหงุดหงิดคือชงนะ จะดีกว่ารู้สึกว่าตัวเองไร้เหตุผล
เพราะถ้าคิดว่ากูแย่ว่ะ กูหงุดหงิดอะไรวะ โอ้ยหงุดหงิด มันก็จะยิ่งไปกันใหญ่น่ะค่ะ

พอรู้ตัวบ่อยๆเข้าว่าชง เริ่มหงุดหงิดแบบนั้นปุ๊บจะรู้เลย
มันจะไม่เหมือนหงุดหงิดแบบมีเหตุผล มันจะพุ่งปรี๊ดขึ้นมาเฉยๆ และไม่ยอมสงบ
................น่ากลัวนะขอบอก 

จากประสบการณ์ตรง ถ้าหาเหตุผลให้ตัวเองได้ว่าโมโหเพราะชงนะ จะดีขึ้น
ถึงแม้ว่าอาจจะไม่หายปรี๊ดทันที แต่ก็ยังทำให้มีแก่ใจมองเหตุการณ์รอบๆดีขึ้น

หวังว่าเพื่อน อ. คงได้ข้อมูลละเอียดขึ้น และสามารถหยุดตัวเองได้เมื่อปรี๊ด (ฮา)
อย่าลืมบอกอีกฝ่ายไว้ด้วยว่าชงนะอะไรนะ และอย่าลืมรู้ตัวด้วยเวลาปรี๊ด
อย่าเลยเถิดเหมือนพ่อกับน้องชายรุ ที่ทำรุนั่งน้องไห้น้ำตาเช็ดหัวเข่า (?)
ปรี๊ดได้ แต่ต้องรู้ตัวด้วยว่าอีกฝ่ายไม่ได้ผิดอะไร อย่าสักแต่ว่า "กูจะปรี๊ด" นะจ๊ะ

+

สรุปบล็อกวันนี้มันได้ความรู้อะไรมั่งเนี่ย....
กะจะเขียนให้ละเอียดๆ แต่พอลองเขียนดูกลับไม่ค่อยมีอะไรจะเขียนอย่างที่คิดแฮะ

ฮืออออออออ ยินดีหาที่เปรียบมิได้
อยู่มาจะสามสิบปี ในที่สุดก็จะมีห้องเป็นของตัวเอง ;A;
บรรยายความยินดีเป็นคำพูดไม่ได้

ณ ตอนนี้ไม่มีอะไรของตัวเองเลย ไม่มีห้องนอน ไม่มีห้องทำงาน
เวลาทำงานต้องแบกคอมร่อนเร่ไปเรื่อย หลังบ้าน หน้าบ้าน ห้องแม่
เวลานอนก็ไปปูที่นอนแทรกๆตรงพื้นห้องแม่
ของใช้ส่วนตัวจะมีก็ไม่ได้ เพราะไม่มีที่เก็บ..
ความเป็นส่วนตัวคืออะไรคะไม่รู้จัก ฮะๆๆๆ *หัวเราะทั้งน้ำตา

แต่อีกไม่ถึงปี เราจะมีห้องแล้วอ่ะ ห้อง!! ห้องอะ!!!!!

ฮือออออ เราจะมีที่ทำงาน เราจะมีที่นอนที่นอนคนเดียวได้
เราจะมีที่ไว้ของ เราจะเก็บของใส่ตู้ไม่อยากให้คนอื่นยุ่งก็ได้
เวลาหงุดหงิดหรือเศร้า เราจะเข้าห้องปิดประตูก็ได้!!!

โอ๊ย พูดแล้วน้ำตาจะไหล

พระเจ้า ขอบคุณค่ะ ฮะๆๆๆ *หัวเราะทั้งน้ำตาอีกที

+

ถ่ายรูปพื้นที่ส่วนตัวเล็กๆของเราไว้หน่อย ก่อนจะทำบ้านใหม่

ทั้งชีวิตมีตู้เดียวนี่แหละ วางเบียดเบียนที่อยู่ในห้องน้องชาย

ไอ้สติ๊กเกอร์ที่แปะอยู่นี่คือเฮอร์ริเคนโซนิค สุดยอดยาหยีที่แข่งจนพังไปแล้ว..

ส่วนกล่องข้างล่างนี้คือกาชาปองไมฮิเมะ ไมโอโตเมะทั้งหลาย orz

อนาถนะ...ต้องเอากาชาปองมายัดๆรวมกันในกล่อง เพราะไม่มีที่จะวาง

+

ใกล้เข้ามาอีกหน่อย (พร้อมรูปใหญ่ จะโชว์ทำไมก็ไม่รู้ มีของน่าโชว์นักนี่)

มีการ์ตูนที่หวงๆอยู่อีกนิดหน่อย วางเบียดๆอยู่ในตู้เก็บการ์ตูนของบ้าน
แต่ถ้านับสมบัติส่วนตัว ...ทั้งชีวิตก็มีแค่นี้แหละ orz
ต่อไปคงจะมีโอกาสมีเยอะขึ้นล่ะมั้ง......

ก่อนจะเข้าเรื่อง ขอเล่าเรื่องแปลกๆก่อนนิด

มีครั้งหนึ่งสักปีที่แล้วน่ะค่ะ รุป่วยแบบไม่มีสาเหตุ
ท้องเสียถ่ายเป็นน้ำก๊อก ทั้งที่กินอะไรไม่ลงเลย ตกค่ำจะไข้ขึ้นสูงมาก
เป็นอยู่ตั้งหลายวัน หาสาเหตุไม่ได้ บิดก็ไม่ใช่ท้องไม่ปวดเลย

จนถึงวันหนึ่งที่ไข้ขึ้นจนแทบไม่รู้สติแล้ว นอนแบบเพ้อพิษไข้เลย
จู่ๆก็ดีขึ้น แล้วก็ตื่นมาเห็นแม่ออกมาจากห้อง มาจดๆอะไรสักอย่าง
(ต้องนอนนอกห้องเพราะนอนแอร์ไม่ได้)

เช้ามาไปให้น้ำเกลือที่โรงพยาบาล แม่เล่าว่า เมื่อคืนแม่ฝัน

ฝันว่าพารุมาโรงบาลนี่ล่ะ แล้วก็ยืนรอลิฟท์อยู่ชั้นล่าง
แล้วก็เดินไปตามเจ้าหน้าที่หรือยังไงนี่ล่ะ บอกให้รุรออยู่หน้าลิฟท์ตรงนี้นะ ห้ามไปไหน
กลับมาอีกทีรุหายไปแล้ว....หายังไงก็หาไม่เจอ

สัญชาตญาณความเป็นแม่บอกว่า ลูกหายไปคราวนี้ไม่ได้คืนแน่ๆ
พยายามตามหาสุดชีวิตเลย ทำยังไงก็หาไม่เจอ

..

ในฝันแม่เดินร้องไห้ไปเรื่อย จนไปเจอเพื่อนอยู่ตรงกองไม้ตรงที่ว่าง (แต่ปัจจุบันเป็นเซเว่น)
ร้องไห้เล่าให้เพื่อนฟัง ท้อจนแทบจะถอย แม่ก็คิดได้ว่า เฮ้ยรุน่าจะพกมือถือนี่นา ลองโทรหาดูดีกว่า
ก็เลยเอามือถือออกมาโทรเข้าเบอร์รุ (ฝันไฮโซนะ)

คนที่รับไม่ใช่รุ เป็นเสียงผู้หญิงคนหนึ่ง บอกว่า

หนูชื่อชนัฏพร น้องปลอดภัยดี ตอนนี้น้องอยู่กับหนูนี่แหละค่ะ

แม่รุได้ยินตอนแรกก็ปรี๊ดแตก โวยวายจะเอาลูกคืน แต่พอรู้ตัวก็ขอโทษขอโพย
บอกว่าคืนให้ป้าเถอะ ลูกป้าป้าก็รัก ป้าอยากได้ลูกคืน

ผู้หญิงคนนั้นเลยบอกทางให้เดินเข้ามาในตึก
ระหว่างเดินก็เจอพ่อกำลังคุยกับผู้ชายอีกคนได้ยินขอบคุณอะไรกัน แล้วเขาก็บอกว่า
ผมก็อยู่ข้างลิฟท์นี่ล่ะครับ ไม่ไปไหนหรอก
(ตรงนั้นเป็นชั้นสองที่เป็นตึกศัลย์ชาย แม่จึงคาดว่าพี่คนนั้นเขาคงเดดอยู่ข้างลิฟท์)

จะบอกว่าตึกนี้แหละที่รุไปใช้บริการนอนป่วยบ่อยๆ ^^"
เป็นตึกพักคนไข้รวมแปดชั้นงิ ชั้นสองมั้งศัลย์ชาย

แม่เดินเลี้ยวเลาะเข้าตามซอกที่ตึกจริงๆของโรงบาลไม่มี
แล้วก็มาถึงห้องที่พี่ชนัฏพรอยู่ เป็นห้องเล็กๆ แต่ก็มีเตียง มีแอร์ ตู้เย็นเล็กๆด้วย
เด็กๆนอนหลับอยู่บนเตียงหลายคน พี่เขาอุ้มอยู่ก็มี รุก็นอนอยู่แถวๆหัวเตียงนั้นเอง
พอเห็นแม่ พี่ชนัฏพรก็ยิ้ม แล้วทำท่าพยักเพยิดบอกว่าให้อุ้มกลับไปเถอะ
แม่รุเลยอุ้มรุออกมา แล้วก็ตื่น ออกมาจดชื่อพี่เขาไว้

ตอนนั้นเองที่รุไข้ลงแล้วก็ดีขึ้น ตื่นมาเจอแม่เปิดประตูออกจากห้องพอดี

..

แม่ว่าถ้าวิญญาณมาเข้าฝัน ต้องบุญญาธิการสูงส่งจริงๆ ถึงจะพูดคุยกับเราได้

พี่ชนัฏพรเขาน่าจะมีบุญมากอยู่ ได้อยู่ที่สบาย แม้จะคุยกันไม่ได้ (แต่โทรหาได้ ฮา)

ทุกวันนี้เวลาทำบุญหรืออุทิศส่วนกุศลก็นึกถึงพี่เขาอยู่

+

เข้าเรื่องนิด เกริ่นยาวมากมาย

คือรุเนี่ยเคยอยู่สองหรือสามครั้ง ที่พอเห็นหน้าคนหนึ่งแล้วรู้สึกแปลกๆ
เหมือนว่าหน้ามันซีดเหมือนกระดาษ เหมือนว่าหน้ามันคล้ำเหมือนมีเงา
แล้วหลังจากนั้น....เขาก็ตาย

อาเจ็กรุก็เป็นหนึ่งในนั้น ตอนวันรับปริญญารุ รุคิดว่าทำไมอาเจ็กหน้าซีดยังงี้
ซีดๆ คล้ำๆ มันดูพิกลบอกไม่ถูก รุก็มองแล้วมองอีกมันก็ไม่หาย
ไม่กี่วันต่อมาอาเจ็กก็หัวใจล้มเหลว

เพื่อนที่ทำงานของแม่ก็เคย...เห็นหน้าแล้วคิดว่ามีอะไรแปลกๆ
แล้วน้าเขาก็เกิดอุบัติเหตุ
แต่ตอนเห็นน่ะมันไม่เอะใจหรอก...คิดแค่ว่าแปลก เพราะงั้นก็เลยทำอะไรไม่ได้เลย

เรื่องของเรื่องคือ หมู่นี้บางครั้งรุก็เห็นมันบนหน้าตัวเองเนี่ยสิ -_-
อย่างดูกระจกเห็นหน้าตัวเองซีดเหมือนกระดาษ
ก็ว่าคิดไปเองนะ แอร๊ยยย (ในการ์ตูนเขาต้องมองไม่เห็นลางของตัวเองไม่ใช่เหรอ)
หรืออาจจะเป็นสาเหตุอื่น เช่นกินข้าวน้อยรึเปล่าเมื่อเช้า
ยังดีที่ยังไม่เคยเห็นเป็นเงาคล้ำๆแบบนั้น ก็โอเคนะ

ไม่ได้ตีโพยตีพายอะไรมาก เจริญมรณานุสติ (ฮาาาา)

แต่รุคิดว่า ถ้าฝันของแม่เป็นเรื่องจริง หมายความว่ารุน่าจะต้องตายไปแล้วรึเปล่า
ถ้าพี่เขาสงสาร ก็เลยส่งรุคืนมา แปลว่ารุเพียงแค่ต่อเวลาอยู่ใช่มั้ย?
คิดแบบนั้นแล้ว ถ้าเกิดเวลาที่ต่อมามันหมดไปเมื่อไรก็คงไม่แปลกเลยสินะ
บางครั้งก็กลัวนะ เฝ้านึกถึงพี่ชนัฏพรเขาอยู่เหมือนกัน
ไม่ใช่เรื่องทำใจง่ายๆแค่ว่า ฉันอาจจะตายนะ อืมโอเค

แต่เวลาคิดแบบนั้น มันทำให้เราได้คิดถึงประโยคที่คลาสสิคๆว่า
ถ้าพรุ่งนี้จะตาย วันนี้คุณอยากทำอะไร

พอถึงเวลาจริงๆ ไม่ใช่ว่าจะทำได้ทุกอย่างที่อยากทำหรอก
วันนี้ก็คงเป็นหนึ่งวันธรรมดาๆเหมือนเมื่อวานและพรุ่งนี้นั่นแหละ
อยากเล่นพาราชู้ต? อยากปีนเขา? อยากดำน้ำลึก?
อยากไปถ่ายรูปสัตว์ป่า? อยากเรียนดนตรีให้เก่งๆ?

มีหลายอย่างที่แค่การที่ "พรุ่งนี้จะตาย" ไม่สามารถเสกมันขึ้นมาให้เราได้


แม้จะเป็นเรื่องธรรมดาๆก็เหมือนกัน
รุอยากพูดอยากทำอะไรหลายอย่างกับอีกหลายคน มีหลายอย่างที่รุคิดว่าอยากทำ
แต่ไม่ใช่ว่าแค่อยากพูดอยากทำแล้วจะพูดจะทำได้แค่เพราะ"พรุ่งนี้ฉันอาจจะตาย"
ยังต้องดูสถานการณ์โดยรอบและหลายๆอย่าง

จริงอยู่ว่าถ้ารุเกิดตายขึ้นมา หลายๆคนนั้นก็คงจะเสียใจ และบอกว่า "รู้งี้..."
รุอยากจะบอกคนพวกนั้นนะว่า ไม่ต้องหรอก ไม่เป็นไร
เรารู้กันว่า "รู้งี้" นั้นไม่มีวันเกิดขึ้นถ้ารุยังไม่ตาย เพราะสถานการณ์มันเป็นไปไม่ได้
ไม่ว่าจะฝั่งคนที่จะตาย หรือฝั่งคนที่คนรอบข้างกำลังจะตาย
เราทำได้ดีที่สุดก็แค่ใช้ชีวิตวันนี้ไปตามปกติ

เพราะงั้นช่วงหลังมานี้รุคิดว่า จะคิดกันให้ซาบซึ้งทำไมว่า "ถ้าพรุ่งนี้ตายจะทำอะไร"
ไม่มีอะไรเป็นพิเศษที่เราสามารถจะทำได้ถ้าเราจะตายพรุ่งนี้
วาดฝันกันไป สุดท้ายสิ่งที่ทำได้จริงมีน้อยนิดมากๆ แค่ใช้ชีวิตตามปกติไปเท่านั้น
เพราะฉะนั้นชีวิตปกตินี่แหละที่สำคัญที่สุด ทำให้ดีๆ

ตอนนี้รุก็พยายามทำให้ไม่เดือดร้อนใคร (เท่าที่ทำได้ - -")
ช่วยเหลือคนอื่นบ้าง ทำตัวดีๆให้พ่อแม่สบายใจบ้าง ทำเรื่องที่ตัวเองชอบบ้าง
(แต่ก็ต้องมีกวนตีนคนอื่นบ้าง หงุดหงิดบ้าง เหลวไหลบ้าง ก็คนนี่นะ
ถ้าตายพรุ่งนี้แล้วเป็นคนดีกันหมดล่ะก็คงแปลกพิลึก)

รุอาจจะไม่สามารถซื้อตั๋วเครื่องบินไปทุ่งเคนย่าเพื่อไปถ่ายรูปสิงโต
แต่รุก็เล่นกับหมาที่บ้านนานขึ้นอีกนิด

อาจจะไม่บินไปทะเลเพื่อไปดำน้ำลึกวันนี้
แต่เวลาล้างจานก็สนุกขึ้นอีกนิด

อาจจะไม่ได้เล่นพาราชู้ตหรือโดดร่ม
แต่ก็มองท้องฟ้าได้กว้างขึ้นอีกนิด

อาจจะไม่มีปัญญาเรียนดนตรีเยอะๆ
แต่ก็มีแก่ใจร้องเพลงหงุงหงิงในห้องน้ำเพิ่มมากขึ้นอีกนิด

อาจจะไม่ได้ซื้ออุปกรณ์ปีนเขาแล้วฝึกปีนวันนี้
แต่เวลาเดินขึ้นเนินก็บ่นน้อยลงอีกนิด

และที่สำคัญก็พยายามอ้อนพ่อแม่ขึ้นอีกนิด ให้เขารู้สึกว่าเขาสำคัญสำหรับเรา
ใช้เวลาด้วยบ้างทำงานช่วยบ้าง (แต่ก็มัวแต่เล่นคอมแฮะ - -)
เพราะเป็นคนที่จะเสียใจที่สุดถ้าเราตายไป

นั่นคือความหมายของการใช้ชีวิตอย่างมีค่าเพื่อพร้อมจะตายวันพรุ่งนี้สำหรับรุล่ะ

ลูเซีย

posted on 03 Jul 2009 22:01 by myartbox in worthlesstalk

ลูเซีย

อิจฉาเธอนะ

ลูเซียน่ารัก แล้วก็เก่ง ใคร ๆ ก็ชื่นชอบ

ฉันต้องตายแล้วเกิดใหม่อีกกี่ชาติ ถึงจะเป็นคนที่มีดีได้อย่างเธอ

ฉันก็พยายามเต็มที่แล้ว ดูเหมือนจะหวังมากเกินไปที่อยากจะได้รับการยอมรับ

ไม่รู้ว่าที่พยายามอยู่นี้มีผลอะไรบ้างหรือเปล่า หรือมันสูญเปล่าก็อาจเป็นได้

ไม่รู้เหมือนกัน ว่าจะทนไปได้ขนาดไหน

ฉันมันไม่มีดี ฉันรู้ พยายามมากเท่าไรก็ไม่เหมือนคนเก่ง ๆ

ฉันก็พยายามทำของฉันให้ดีที่สุด แต่ดูเหมือนจะไม่ดีพอ

ฉันเคยมีคนที่ให้กำลังใจ แต่เดี๋ยวนี้ฉันไม่กล้าไปขอเขาซะแล้ว

ฉันไม่รู้จะทำยังไงดี